ก่อนที่ผมจะเขียนอะไร ขอให้อ่านบทความที่เป็นต้นเหตุของ entry นี้กันก่อน
ต้นฉบับอยู่ที่เว็บผู้จัดการ แต่ผมขอก๊อปมาจากที่นี่
http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=47056
และขอไม่แปะส่วนที่คุณรสนาเขียนตอบโต้เอาไว้ เพราะไม่เกี่ยวกับเนื้อหา


ข้อเขียนจากคอลัมน์ Anchorman โดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล หน้า 11 หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551 เรื่อง Rosana Tositrakul , are you kidding me ?

ผมเคยเชื่อว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีอัตราส่วนของผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่มีการศึกษาและความรับรู้ทางการเมือง ต่อ ผู้ที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองสูงที่สุดในประเทศ แต่อัตราส่วนนี้ อาจไม่สูงเสียแล้ว หากดูจากผลเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา

นอกเหนือจากเป็นเมืองที่เชื่อกันว่า มีผู้ลงคะแนนที่ “ฉลาด” ในเรื่องการเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก กรุงเทพฯอาจไม่ต่างไปจาก เวเนซุเอลา เกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย และประเทศที่เป็น “ซ้าย” ในโลกนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง ที่ว่า รสนา โตสิตระกูล นักเคลื่อนไหวทางสังคม และผู้อ้างว่า เป็นตัวแทนของผู้บริโภค ได้ชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 743,397 คะแนน หรือ 49.78% ของผู้มีสิทธิออกเสียง ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

การที่ กรุงเทพฯ เลือกวุฒิสมาชิกได้เพียงคนเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง จะได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของคนกรุงเทพฯในสภาสูงที่ทรงอิทธิพล

ทำไม ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า

อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของชนชั้น นักลงทุน และค่านิยมเศรษฐกิจเสรี ขณะที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของชุมชนศิลปะและการบันเทิง เช่นเดียวกับ มานิต วิทยาเต็ม ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นตัวแทนของข้าราชการที่มีประสบการณ์ ในฝ่ายกฎหมาย และยังมีอีกหลายๆ คน ที่มีประสบการณ์และความสำเร็จที่โดดเด่น

แทนที่จะได้คนเหล่านี้เป็นตัวแทน เรากลับได้ใครบางคน ซึ่งเชื่อได้ว่า จะขัดขวางกฎหมายที่สนับสนุนการลงทุน และธุรกิจ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถาบัน คอยจ้องจับผิด คนที่มีเหตุผลที่เพียงแต่ทำงานหาเลี้ยงชีพ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจจริง ที่พยายามสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศนี้

รสนา คือ คนที่สร้างความตกต่ำให้กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนนักลงทุนในประเทศนี้ บทบาทของเธอในการทำให้แผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ.ต้องเป็นโมฆะ ก็ชี้ชัดว่า เธอยืนอยู่ตรงไหน บนเส้นทางการพัฒนาและเศรษฐกิจ

นอกไปจากพฤติกรรมที่ไม่อาจให้อภัยได้ 2 เรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายๆ เรื่อง การแสดงบทบาทผู้นำ ขบวนการผู้บริโภค ในนามขององค์กรต่างๆ ที่ผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาสเข้าไปร่วมกำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านี้ ทำให้ รสนา มีชื่อเสียงขึ้นมาว่า เป็นผู้เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว คะแนนนิยมที่เธอได้ มาจากการวิพากษ์วิจารณ์นักลงทุน และการทำให้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อ้างว่า เป็นความเสียหายของผู้บริโภค เป็นภาระของศาล

ไม่มีอะไรน่ารังเกียจไปกว่านี้อีกแล้ว ... อย่าฟ้องผม ผมรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คุณคิดจะทำอยู่

ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง ส.ว.ก่อนการรัฐประหาร รสนา ชนะด้วยคะแนน 118,332 เสียง เป็นที่ 4 รองจาก นิติภูมิ นวรัตน์ สมัคร สุนทรเวช และ กล้าณรงค์ จันทิก ดูจากผลการเลือกตั้งเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผมต้องกลับมาใคร่ครวญ ถึงแนวโน้มที่สังคมไทยจะก้าวไปทาง “ซ้าย” มากขึ้น

รสนา ไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่เข้าใจคุณค่าของตลาดเสรี และลัทธิทุนนิยม เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย ถ้าจะมีที่ไหนที่คู่ควรให้เธอเป็นตัวแทน ผมนึกถึง เปียงยาง คาราคัส หรือ ฮาวานา ที่ซึ่งเธอจะได้เข้าพวกกับสาวกราอูล หรือแม้กระทั่ง Sucre หรือ Lapaz (เมืองหลวงของโบลิเวีย) ซึ่งเธอจะได้สวมชุดพื้นเมืองเต้นรำกับ Evo Morales (ประธานาธิบดีโบลิเวีย)

อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังกับคนกรุงเทพฯ ว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิลงคะแนน ที่ “ฉลาด” และพลังเงียบที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร จะเลือกคนที่สนับสนุนความเติบโต และความก้าวหน้า มากกว่า คนที่นิยมความตกต่ำ และความชะงักงัน
ผมยังหวังว่า คนกรุงเทพฯจะเลือกผู้ที่มีความเข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอปีกซ้ายที่ใช้วิธีกระจายรายได้ ด้วยการโค่นเสาหลักของระบบทุนนิยม ไม่มีวันที่จะนำผลประโยชน์ที่แท้จริงมาสู้ผู้บริโภคได้ การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯต้องปรับวิธีคิดในเรื่องการเลือกตั้งอีกมาก


เรียน เด็กชายณัฏฐกรณ์ เทวกุล

     จากบทความของมึงชิ้นข้างต้นที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ผมก็ได้แต่ถามตัวเองอยู่ในใจว่า

     คนอย่างมึงมีชื่อเสียงได้ยังไงวะ? ทั้งที่มันสมองมีแค่หางอึ่ง

     โอเค ถึงแม้ว่าวันที่ 2 มีนาคม 2551 ผมจะไปกาเลือกหมายเลข 5 ซึ่งเป็นคนที่มึงโจมตีเอาไว้ในบทความ แต่จดหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกโกรธแค้นที่มึงโจมตีผู้สมัครที่ผมสนับสนุน เพราะคนเราย่อมมีความชอบที่ไม่ตรงกัน และการที่มึงจะชอบหรือไม่ชอบใครนั้นก็เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย และหลักของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ผมจะไปบีบคอให้คนอย่างมึงมาชอบรสนาต่อให้ต้องตายตกไปตามกันก็คงเปลี่ยนความคิดไม่ได้

     แต่สิ่งที่ผมเห็นในบทความนั้น คือสิ่งที่ "เด็กน้อยขี้แย" คนหนึ่งได้พ่นพล่ามออกมาอย่างไร้วุฒิภาวะ

     ขออนุญาต "เทศนา" ในความรู้ขั้นพื้นฐานที่ทุกคนบนโลกนี้ควรจะได้รับรู้ว่า

     SOCIALIST ไม่ใช่ COMMUNIST
     และแน่นอน "ซ้าย" ก็ไม่ได้แปลว่าเป็น COMMUNIST ทั้งหมด

     โปรดทำความเข้าใจด้วยเด็กชายณัฏฐกรณ์ และเลิกเสียที กับการยกวาทกรรมสวะๆ แบบพวกกระทิงแดง, นวพล ที่ยัดเยียดใส่สมองของคนไทยมาตั้งแต่ช่วง 2516-2519 กับการยึดโยงคำว่า "คอมมิวนิสต์" และ "ซ้าย" เอาไว้ด้วยกัน พร้อมกับการยึดเอา "คอมมิวนิสต์" ไว้กับภาพเผด็จการของคนอย่าง เหมาเจ๋อตุง และ โจเซฟ สตาลิน

     เพราะฉะนั้น การที่มึงพยายาม "จับยัด" รสนาไว้กับความเป็นซ้าย(หรือความเป็นคอมมิวนิสต์) ที่จะมาพร้อมกับความตกต่ำด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พร้อมกับการด่ากราดสาดยาวไปถึงประเทศอื่นๆทั่วโลก เพียงเพราะประเทศเหล่านั้นมีความเป็นซ้ายอยู่ในตัว โดยเฉพาะโบลิเวียที่ประธานาธิบดี อีโว โมราเลส มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่เขาอยู่พรรคสังคมนิยม

     ยินดีด้วย ที่ความคิดแบบนี้ไม่ได้มีมึงคิดเป็นคนแรก แต่เคยมีคนคิดและปฏิบัติการมาแล้วคือ Henry Kissinger ที่สนับสนุนการรัฐประหารล้มรัฐบาลของนาย ซัลบาดอร์ อาเยนเด้ จากพรรคสังคมนิยม ที่ได้รับการเลือกตั้งของประชาชนชาวชิลีตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมกับผลักดันผู้นำเผด็จการฝ่ายขวาอย่าง ออกุสโต้ ปิโนเช่ต์ ขึ้นมากดขี่ประชาชน เพียงเพราะวาทกรรมสวะในยุคหวาดกลัวคอมมิวนิสต์โซเวียต(ที่จนป่านนี้ก็ยังหลงเหลืออยู่ในชนชั้นนายทุนไทย อย่าปฏิเสธเชียวว่ามึงไม่ได้เป็นนายทุน)

     คิสซิงเจอร์พูดว่า "ทำไมเรา(อเมริกา)ต้องรับผิดชอบ ถ้าประชาชนที่โง่เขลาเลือกผู้นำที่เป็นคอมมิวนิสต์ขึ้นมาบริหารประเทศ" (เอากับแม่งสิ!!)

     มึงจะด่าคนกรุงเทพว่าโง่ มันก็สิทธิของมึงนั่นแหละ เพียงแต่ก่อนที่จะด่าคนอื่นว่าโง่ได้โปรดหัดมองความรู้ในสมองตัวเองเสียบ้าง คำว่า "ซ้าย" คำว่า "ขวา" แปลว่าอะไร เรียนรู้และทำความเข้าใจ เปิดโลกกว้างมากกว่าที่ตาเห็นดูเสียบ้าง ก่อนที่จะสำรอกความคิดใดๆออกมา และก่อนที่จะบอกว่าใครต้อง "ปรับวิธีคิด"

     เป็นซ้ายมันไม่หนักหัวใครหรอก นอกจากพวกนายทุนกระหายเลือดกระหายกำไร
     ซ้าย ไม่ได้แปลว่าต้องชะงักงัน