Starpics 719 - Chocolate

บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 719 - ปักษ์หลังเดือนมกราคม 2551
แต่เวอร์ชั่นนี้ คือเวอร์ชั่นแรกสุดก่อนผ่านการ edit เพื่อลงหนังสือ
(เรียกแบบกระแดะๆว่า Writer's Cut นั่นเอง)

** รูปทั้งหมดที่ใส่ ไม่ใช่รูปเดียวกับในหนังสือ **


     ในที่สุดปีหมูทองอันรุ่งโรจน์ก็ผ่านพ้นไปอีกครา ไพร่ฟ้าหน้าใสชาวไทยได้รับประชาธิปไตยกันอย่างเต็มที่ มีรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การลงประชามติที่โปร่งใสบริสุทธิ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่รัฐบาลให้สิทธิ์ประชาชนตัดสินใจลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และสำเร็จได้ด้วยดีไม่มีรอยด่างพร้อย ตามมาด้วยการเลือกตั้งที่ได้นำประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพกลับคืนสู่ดินแดนขวานทองอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยอีกครั้ง ได้ผู้นำประเทศที่มีภาพลักษณ์เป็นเลิศในสายตาประชาคมโลก  การพูดจาสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพและใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีเอี่ยวกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่คิดทำร้ายทำลายประเทศด้วยการทุจริตคอรัปชั่นแบบไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขั้วอำนาจใหม่(?)ที่ใช้ปากกระบอกปืนเรียกร้องดอกกุหลาบจากประชาชน พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามก็ยอมรับในผลการเลือกตั้งแต่โดยดี พร้อมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ทำหน้าที่อย่างลำบากตรากตรำในการผดุงความยุติธรรมของประชาธิปไตย

     นอกจากเรื่องใหญ่ระดับการปกครองประเทศแล้ว เรายังได้กระทรวงวัฒนธรรมที่เปิดใจรับฟังเหตุผลและความคิดเห็นของคนในวงการภาพยนตร์ พระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่จึงให้อำนาจฝั่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในการคุมเรื่องจัดเรตติ้งอย่างเต็มที่ โดยไม่มีคนของรัฐเข้ามาแทรกแซงหรือบังคับให้เซ็นเซอร์หรือแบนภาพยนตร์เรื่องใดๆ หรือเปลี่ยนบทภาพยนตร์ให้เป็นแบบที่รัฐต้องการแต่ถ่ายเดียว เพราะภาพยนตร์ก็ถือเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่ต้องได้รับการปกป้องจากการแทรกแซง.......

เฮ้ย!!! ตื่น!!!

เหี้ยดอก


บ้านผีแฝด ปะทะ บอดี้การ์ดเท่งโหน่งส่ายหน้าจับหมวยบ้านเล็กยกล้อ

     "หนังไทยมันก็มีแต่ตลกกับผีล่ะวะ" คือคำกล่าวหาที่เราได้ยินกันจนชินหูมาหลายปี แต่ปี 2550 ได้พิสูจน์ตัวเองว่า ประชาชนคนไทยต้อนรับหนังตลกมากกว่าหนังผีชนิดเทียบกันไม่ติด แม้จำนวนออกฉายจะใกล้เคียงกัน (ตลก - 17, ผี - 11) แต่ดูจากรายได้โดยประมาณในสิบอันดับแรก กลับมีหนังตลกอยู่ถึง 6 เรื่อง (โดยที่ยังไม่ทราบรายได้สุดท้ายของ ก่อนบ่ายเดอะมูฟวี่ และ เหยินเป๋เหล่ เซมากูเตะ ที่ดูจากหน้าหนังแล้วมีโอกาสเบียดแทรกเข้าสิบอันดับแรกได้อย่างไม่ยากเย็น) ในขณะที่มีเพียงแฝด เป็นตัวแทนหนังผีในสิบอันดับแรก และมีหนังผีเพียงสองเรื่องเท่านั้นที่ทำรายได้แบบสมน้ำสมเนื้อ (อีกเรื่องคือ บ้านผีสิง) ในขณะที่เรื่องอื่นๆ กลับเก็บรายได้ไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัวผิดฟอร์มหนังผีไทย

     อีกด้านหนึ่งของหนังไทยที่เราเริ่มเห็นทวีจำนวนมากขึ้นคือหนังแอ็คชั่น (ตั้งแต่ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง เป็นต้นมา) ที่ในปีนี้เห็นออกฉายถึง 6 เรื่องด้วยกัน แต่ในด้านรายได้หากไม่นับตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งสองภาค เรื่องเดียวที่พอจะถือว่า "ได้เงิน" ก็คือ โอปปาติก เกิดอมตะ ที่หยุดตัวเลขอยู่ประมาณ 37 ล้านบาท (แต่ลงทุนสร้างไปร่วม 80 ล้าน แถมเลื่อนฉายมาเป็นปี เลยขาดทุนไปโดยปริยาย) อย่างไรก็ตาม หนังในกลุ่มนี้ยังพอหวังกับตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะถ้ามีดาราที่ฝรั่งรู้จักมากๆอย่าง โทนี่ จา ถึงแม้ในปี 2550 นี้เราอาจไม่เห็นความเติบโตของหนังแอ็คชั่นในยุค Post-ต้มยำกุ้ง มากนัก ซึ่งเราจะได้เห็นแบบชัดเจนมากขึ้นในปี 2551 ที่หนังแอ็คชั่นต่อคิวเข้าฉายแทบไม่ขาดตอนตลอดทั้งปี หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้รายได้ของหนังแอ็คชั่นจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไรก็ตาม (กรณีของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้งสองภาค ปัจจัยที่ทำให้รายได้ทะลุสองร้อยล้านบาทคือเรื่องของชาตินิยมมากกว่าแอ็คชั่น เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากว่าคนดูหนังบ้านเรายังต้อนรับหนังแอ็คชั่นด้วยดี)

     ในขณะที่หนังผีกำลังซบเซา หนังไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มช่วงชิงพื้นที่ออกฉายได้กลับกลายเป็น "หนังรัก" ที่มีออกฉายถึง 9 เรื่อง ทั้งในกลุ่มหนังตลาดและหนังทางเลือก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือมีภาพยนตร์ที่มีประเด็นความรักของเพศเดียวกันเข้าฉายทั่วไปถึง 2 เรื่อง ได้แก่ เพื่อน กูรักมึงว่ะ และ รักแห่งสยาม (โดยไม่นับอนิเมชั่นเรื่อง Boy Friend แฟนผมเป็นผู้ชาย ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรงที่เฮาส์ อาร์ซีเอ) โดยที่ยังมี โกยเถอะเกย์ ของยุทธเลิศ สิปปภาค ที่ชูประเด็นชายรักชายเช่นกัน แต่ไม่ได้ขับเน้นประเด็นความรักเพศเดียวกันมากเท่าสองเรื่องดังกล่าว เพราะหนังมีเจตนาล้อเลียนหนังเกย์ออสการ์อย่าง Brokeback Mountain มากกว่า จึงจัดอยู่ในประเภทหนังตลก

     จุดนี้อาจต้องยกความดีความชอบให้กับ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ที่กวาดรายได้เป็นอันดับสามของปี 2549 ด้วยรายได้เกือบ 70 ล้านบาท ทั้งที่หน้าหนังไม่ได้ขายตลกหรือขายผี ที่ได้แผ้วถางทางสำหรับ "หนังรัก" เอาไว้เป็นอย่างดี อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายทุนกล้าลงทุนกับหนังรักมากขึ้นจนมีที่ทางของมันเองในตารางภาพยนตร์ที่เข้าฉายปี 2550 พร้อมกับการตอบรับอย่างน่าชื่นใจในหลักเกินสามสิบล้านบาท ต่อ Me Myself ขอให้รักจงเจริญ และ รักแห่งสยาม รวมถึงการกลับมา "ได้เงิน" ในประเทศอีกครั้งของเป็นเอก รัตนเรือง จาก พลอย หากเทียบกับรายได้จาหหนังเนิบนิ่งสองเรื่องหลังสุดของเขา (แม้คนดูบางส่วนอาจคาดหวังกับ "อีโรติก" มากกว่า "โรแมนติก" ก็ตาม)

     ในแง่ที่ทางของ "หนังเกย์" นั้นความดีความชอบน่าจะตกอยู่ที่ Brokeback Mountain แม้ว่ารายได้จะไม่ได้ถล่มทลาย(อยู่ในหลักเกินสิบล้านบาท) แต่กลับสร้างกระแสนิยมในอินเตอร์เน็ตสูงมาก ค่ายหนังน่าจะเล็งเห็นจุดนี้ว่าคนดูหนังชาวไทยเริ่มเปิดใจรับเรื่องราวความรักระหว่างเพศเดียวกันมากขึ้น (โดยเฉพาะชาย-ชาย) ในปีนี้เราจึงเห็นหนังที่ขายความเป็นเกย์อย่างชัดเจนออกมาหลายเรื่อง (รวมถึงเรื่องที่ไม่ได้โปรโมตประเด็นเกย์อย่างเต็มตัวแบบ รักแห่งสยาม)

     ถึงแม้หนังเกย์เมนสตรีมอย่าง เพื่อน กูรักมึงว่ะ จะทำรายได้ผิดฟอร์ม "หนังพจน์ อานนท์" ไปพอสมควร และหนังเกย์เรื่องอื่นๆอย่าง Boy Friend และ ClubM2 จะฉายแบบจำกัดโรงจำกัดเวลาที่อาร์ซีเอ แต่ปี 2550 ก็เป็นหลักไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ค่ายหนังและโรงหนังไทยเริ่มมีที่ว่างให้กับภาพยนตร์ที่มีประเด็นเพศที่สาม (นอกจากหนังตลกขายกะเทย หรือหนังที่นำเกย์มาเป็นตัวตลกเล่นมุขเก็บสบู่และลวนลามผู้ชาย) ในระดับหนึ่งแล้ว

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสาตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮียเมล์นรก หมวยยกล้อ
โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้าสายลับจับบ้านเล็กตั๊ดสู้ฟุดแฝดมะหมา 4 ขาครับ
คู่แรดหอแต๋วแตกบ้านผีสิงรักแห่งสยามโอปปาติก เกิดอมตะ
15 อันดับหนังไทยทำเงินสูงสุดของปี 2550
(น่าจะทำให้พอเห็นภาพโดยรวมได้บ้าง)


รสชาติที่แปลกใหม่

     นอกจากหนังตลก หนังผี และหนังรักที่เริ่มลงหลักปักฐานหาที่ทางได้แล้ว ในปี 2550 ยังมีหนังไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ถือว่าเป็นของใหม่ที่หาทานยากในแวดวงหนังไทยทั่วไป มีอยู่สองเรื่องที่ทำรายได้พอสมควร และเป็นจุดหนึ่งที่น่าจะทำให้ค่ายหนังลองเหลียวมองภาพยนตร์ไทยนอกจากแนวหากินได้ตลอดศกอย่างตลกกับผีดูบ้าง

     เริ่มด้วย Final Score 365 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ แม้จะไม่ใช่สารคดีเรื่องแรกที่ได้เข้าฉายในโรงหนังบ้านเราแต่ก็ทำรายได้ไปแบบสมน้ำสมเนื้อที่ยี่สิบล้านต้นๆ ด้วยความชาญฉลาดในการโปรโมตหน้าหนังของ GTH ให้ผู้ชมไม่รู้สึกห่างเหินกับตัวหนังมากจนเกินไปในฐานะหนังสารคดี รวมถึงเรื่องราวช่วงสอบเอ็นทรานซ์ (ที่ของใหม่เรียกแอดมิชชั่น) และชีวิตสมัยม.6 สามารถเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย (ในทำนองเดียวกับ เขาชนไก่ ที่เข้าถึงมนุษย์เพศชายกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยที่เคยมีประสบการณ์ร่วมได้ไม่ยากเย็น)

     มะหมา 4 ขาครับ เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่หาญกล้าแหวกกระแสด้วยการใช้สัตว์เป็นนักแสดงนำ (ลองนึกถึงหนังแนวหมาๆแมวๆจากญี่ปุ่นอย่าง The Adventures of Milo and Otis) ด้วยภาพลักษณ์ของหนังที่สดใสน่ารักไร้พิษภัยดูได้ทั้งครอบครัว จากหนังที่หน้าหนังเหมือนจะขายไม่ได้ในตลาดภาพยนตร์เมืองไทยและถูกกล่าวหาว่าไม่มีทางทำได้สำเร็จ กลับสามารถก้าวขึ้นสู่จุดที่เอาชนะหนังตลกหยาบคายหลายต่อหลายเรื่องได้อย่างน่าภาคภูมิใจทั้งรายได้เกือบหกสิบล้านบาทและเสียงตอบรับจากผู้ชม แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังไม่ใช่หนังที่ดีเพียบพร้อมในระดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ก็เป็นหนังที่คนดูพร้อมชื่นชมและแนะนำบอกต่อคนรู้จักอย่างเต็มใจ

Final Score 365 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์มะหมา 4 ขาครับ

     นอกจากสองเรื่องที่พูดถึงไปแล้ว ยังมีหนังไทยเรื่องอื่นที่ค่อนข้างแหวกแนวจากหนังไทยปกติ แม้รายได้จะไม่มากมายหรือได้การตอบรับที่ดีจากผู้ชมมากนัก เช่น วิดีโอคลิป ที่กล้าหยิบประเด็นร้อนของสังคมอย่าง "คลิปหลุด" มาพัฒนาเป็นหนังทริลเลอร์เจือกลิ่นโรแมนติก และที่กล้ายิ่งกว่าคือการสอดแทรกประเด็นความรักระหว่างเพศเดียวกันเข้าไปในหนัง แม้ว่าคุณภาพโดยรวมจะยังออกมาไม่ดีเท่าไรนัก

     เพียงแต่หนังในกลุ่มนี้ยังต้องอาศัยแนวทางเดิมๆในการประชาสัมพันธ์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชม อย่างเรื่องวิดีโอคลิปก็ยังต้องโปรโมตขายความเซ็กซี่ของดาราสาวอย่างปีใหม่-สุมนรัตน์ วัฒนาเศลารัตต์ ทั้งที่เธอปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ไม่ถึงสามนาที (คล้ายกับที่โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้า ทำกับ บีม-กวี ตัณจรารักษ์) เพราะเชื่อว่าเธอจะเป็น "นางกวัก" เรียกคนดู (และเธอทำสำเร็จ...อย่างน้อยกับผมคนนึงล่ะ!!!)

     ยังไงก็รัก ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของเดือนมีนาคม คือหนังอีกเรื่องที่อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะหนังพยายามพูดเรื่องความหมางเมินและเหินห่างในครอบครัว เพียงแต่หนังยังต้องอาศัย "ตลก" มาฉาบหน้าเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับคนดู ด้วยการออกแบบคาแรคเตอร์ตัวละครของไก่-สมพล และกิ๊ก-สุวัจนี ให้หลุดโลกทั้งรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรมรวมถึงสถานการณ์ที่สร้างความหมางเมินให้ครอบครัวนี้ จนกลายเป็นพลอยเวอร์ชั่นตลกขบขัน และลดทอนความเข้มข้นในประเด็นดราม่าที่หนังพยายามสื่อให้ผู้ชมรับรู้ไป เช่นเดียวกับ คนหิ้วหัว และ สายลับจับบ้านเล็ก ที่นำเสนอในรูปแบบเดียวกัน

     อสุจ๊าก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีเรื่องตลกใต้สะดือออกมาเป็นจุดขายหลักทั้งในตัวอย่างภาพยนตร์กับชื่อเรื่อง ทำให้คนดูจำนวนมากตีความว่าเป็นหนังตลกสัปดนหยาบโลนจนเมินหน้าหนีกันเป็นทิวแถว (แม้จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเพศคล้ายกัน แต่เสียงตอบรับต่อหนัง "สัปดน" จะต่างกับ "อีโรติก" หรือ "เซ็กซี่" อย่างสิ้นเชิงในสังคมไทย เพราะคำว่าสัปดนมักมาเป็นแพ็คคู่กับคำว่า "ไร้สาระ" และ "น่ารังเกียจ") ทั้งที่จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้กำลังเสียดสีและสะท้อนวัฒนธรรมกับค่านิยมเรื่องเพศร่วมสมัยของสังคมไทยผ่านท่วงทำนองที่แตกต่างจากหนังไทยทั่วๆไป

วิดีโอคลิปยังไงก็รักอสุจ๊าก

     นอกจากกลุ่มหนังตลก หนังที่สอดแทรกประเด็นอื่นๆภายใต้ genre หนังที่ขายได้ชัวร์ๆ ก็มีไม่น้อย อย่างในกลุ่มหนังผีก็มี บ้านผีสิง และ ผีจ้างหนัง ที่พยายามสอดแทรกเรื่องราวของความรักเข้ามาโดยขายความเป็นหนังสยองขวัญนำหน้า, วิญญาณ โลก คนตาย ที่มีประเด็นนำเสนอค่อนข้างแข็งแรงและรุนแรง ว่าด้วยการกระทำของผู้ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะทางจิตของเด็กติดตัวมาจนโต แต่ความพยายาม "เล่นหลอกผี" มากเกินไปของหนังทำให้บทภาพยนตร์จากที่ดูดีกลับกลายเป็นอ่อนแอไปอย่างน่าเสียดาย หรือไชยา ที่นำเสนอเรื่องราวดราม่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทและตีแผ่ความสกปรกหลังเวทีมวยไทย โดยพยายามขายความเป็นหนังแอ็คชั่นมวยไทย (โดยเฉพาะการโปรโมต เต้ ไชยา ในฐานะพระเอกผู้ลงทุนฝึกฝนมวยไชยามาจริงๆ ทั้งที่ปรากฏตัวบนจอแค่ราวสิบห้านาที) แต่ประชาชนไม่ค่อยต้อนรับนักจึงทำรายได้ไปไม่ถึงสิบล้านบาท (จนน่ากลัวว่าคนไทยจะเริ่มเบื่อหนังแอ็คชั่นหมัดๆมวยๆเสียแล้ว เพราะคุณภาพโดยรวมของต้มยำกุ้ง ที่ไม่อาจสร้างกระแสชื่นชมได้มากเท่า องค์บาก ก็น่าจะมีส่วนทำให้คนไทยบางส่วน "เข็ด" กับคุณภาพของหนังแอ็คชั่นไทย)

บ้านผีสิงผีจ้างหนังวิญญาณ โลก คนตายไชยา

     นอกจากนี้ ปี 2550 ยังเกิดการขยายตัวของหนังไทยจำกัดโรงอย่างเห็นได้ชัด(ถึงแม้ว่าคุณภาพโดยรวมของหนังกลุ่มนี้ยังไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า "ดี") เพราะมีหนังไทยอิสระทุนต่ำไม่พึ่งระบบสตูดิโอเข้าฉายถึง 4 เรื่องได้แก่ ClubM2 และ Boy Friend แฟนผมเป็นผู้ชาย ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ กับ Lullabye Before I Wake และ ดึกแล้วคุณขา(Bangkok Time) ที่โรงภาพยนตร์ลิโด จากแต่เดิมที่ภาพยนตร์ไทยฉายแบบจำกัดโรงมักเป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลจากเทศกาลต่างประเทศ (เช่น สัตว์ประหลาด! ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ก็เริ่มเปิดกว้างให้คนทำหนังนอกระบบที่ต้องการหาที่เผยแพร่ผลงานของตนเองอีกทางหนึ่ง เพราะจากสี่เรื่องมี ดึกแล้วคุณขา เพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้กำกับโดยผู้กำกับหน้าใหม่ และได้โอกาสเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯมาก่อน

ClubM2Boy Friend แฟนผมเป็นผู้ชายLullabye Before I Wakeดึกแล้วคุณขา (Bangkok Time)

     แต่ก็ไม่ได้มีเพียง ดึกแล้วคุณขา ที่สร้างชื่อจากเทศกาลภาพยนตร์ หากไม่นับแสงศตวรรษที่ไปสร้างชื่อจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส (และถูกกองเซ็นเซอร์สั่งตัด 4 ฉากจนผู้กำกับตัดสินใจไม่ยอมฉายเวอร์ชั่นไม่สมบูรณ์ ดังรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป) ก็ยังมีโรงงานอารมณ์ หรือ Pleasure Factory ของเอกชัย เอื้อครองธรรม (Beautiful Boxer) ที่ร่วมทุนสร้างกับสิงคโปร์ เล่าเรื่องของย่านเกลัง(ซ่องถูกกฎหมายของสิงคโปร์) และพูดภาษาจีน น่าเสียดายที่การเข้าฉายในระบบสตูดิโอทำร้ายหนังพอสมควร ทั้งการฉายแบบพากย์ไทยในโรงภาพยนตร์ทั่วไป และถูกเซ็นเซอร์เสียย่อยยับ (มีโรงภาพยนตร์ลับแลเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ได้ฉายในฉบับสมบูรณ์) เช่นเดียวกับ พลอย ที่ถูกลดทอนความหวือหวาลงไปพอสมควรเมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ (แต่ยังโชคดีได้ออกดีวีดีลิขสิทธิ์ในฉบับ Director's Cut ไม่ต้องไปสรรหาแผ่นเถื่อนมาดูเต็มๆอย่าง สุดเสน่หา ที่คาดว่า โรงงานอารมณ์ ก็คงประสบชะตากรรมไม่แตกต่างกันนัก)

แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century)โรงงานอารมณ์ (Pleasure Factory)พลอย


Pusan : A Brilliant and ‘WONDERFUL TOWN'

Pusan International Film Festival 2007

     โรงงานอารมณ์ ไปสร้างชื่อที่คานส์โดยได้รับเลือกไปฉายในสาย Un Certain Regard (สายเดียวกับ สุดเสน่หา และ ฟ้าทะลายโจร) ส่วน พลอย ของผู้กำกับเสื้อลายขวางตามเทศกาลต่างประเทศก็ได้ฉายในสาย Director's Fortnight เทศกาลเดียวกัน แต่ยังมีหนังไทยเล็กๆอีกเรื่องหนึ่งจากผู้กำกับที่จับงานหนังยาวเป็นครั้งแรกออกฉาย World Premiere ที่เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ (ที่ยอมรับกันว่าเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชีย) โดยเป็นหนังไทยเรื่องแรกตั้งแต่ปี 2545 ที่ได้เข้าสายประกวดหลักในเทศกาลนี้ และได้จารึกหมุดหมายอีกตัวของภาพยนตร์ไทย เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดจากเทศกาลนี้ได้สำเร็จ ด้วยรางวัล Bean Pole New Currents Award คุ้มค่ากับที่ระดมทุนจากรอบด้าน ลงทุนลงแรงถ่ายทำและแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่านานถึงสองปี    

     ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อ Wonderful Town ของผู้กำกับชื่อ อาทิตย์ อัสสรัตน์

อาทิตย์ อัสสรัตน์

     Wonderful Town เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่หยิบยกเหตุการณ์สีนามิครั้งใหญ่ในมหาสมุทรอินเดีย มาพัฒนาเป็นภาพยนตร์ เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสถาปนิกหนุ่มชื่อต้น ผู้เดินทางลงไปร่างแบบโรงแรมที่กำลังจะสร้างใหม่และ นา เจ้าของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในตะกั่วป่า ที่นำพาไปสู่ความสัมพันธ์ที่คนในชุมชนไม่ยอมรับ พร้อมกับขยับขยายพื้นที่เรื่องราวไปถึงการสำรวจสภาพของตะกั่วป่าในช่วง aftershock จากเหตุการณ์ธรณีพิบัติหลังวันคริสต์มาสเมื่อปี 2547 (ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าแปดพันคนจากเหตุการณ์วิปโยคครั้งนี้ แต่กลับไม่เคยมีภาพยนตร์ที่พูดถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ออกฉาย) ผ่านการเล่าเรื่องที่เนิบช้าซึมลึก

     นักวิจารณ์ต่างชาติกล่าวถึงหนังเรื่องนี้โดยเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ของ โหวเสี่ยวเสี้ยน อย่าง Good Bye, South, Good Bye ในแง่มุมของการนำเสนอภาพชนบท และเปรียบเทียบการวางจังหวะของเรื่องกับออกแบบตัวละครกับหนังของ เป็นเอก รัตนเรือง แต่อาทิตย์ก็ยังมีแนวทางเป็นของตนเอง ในอีกแง่มุมหนึ่ง หนังยังเข้าถึงสภาพจิตใจของผู้คนในสถานที่แห่งความสูญเสียที่ต้องการสร้างตัวเองขึ้นมาอีกครั้งได้ดีเลิศและสง่างาม พร้อมกับเสียงกีตาร์ในดนตรีประกอบของ ไจ้กู่หนิง และ โคอิจิ ชิมิสึ (เจ้าของดนตรีประกอบแปลกหูในหนังไทยหลายเรื่องทั้ง พลอย, คำพิพากษาของมหาสมุทร และ แสงศตวรรษ) ก็ติดหูตรึงใจและน่าจดจำ และสิ่งที่คนดูจะได้จากหนังเรื่องนี้ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่โสตสัมผัสของแต่ละคน เพราะหนังเปี่ยมด้วยแง่มุมหลากหลายที่พร้อมจะกระทบใจคนดูที่ทุกเหลี่ยมมุมของหัวใจ

     สิ่งที่น่าปลื้มใจจากเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ไม่ได้มีเพียงแค่รางวัลแรกของหนังไทยที่นี่ หากแต่ผลพลอยได้จากรางวัลนั้นเองที่ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงของอาทิตย์และบริษัท ป๊อป พิคเจอร์ กับหนังเรื่องนี้ กับเงินทุนร่วมสามล้านบาทที่ได้จากปูซานเพื่อเปลี่ยนไฟล์ดิจิตอลของ Wonderful Town เป็นฟิล์ม 35 มม. และทุน Hubert Bals Fund จากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

     หากแต่จะน่าปลื้มใจกว่านั้น ถ้า Wonderful Town จะได้ออกฉายสู่สายตาคนไทยในปี 2551 นี้ โดยไม่ประสบชะตากรรมวิบากเหมือนกับที่อภิชาติพงศ์และ แสงศตวรรษ ต้องเผชิญ....

Wonderful Town


ดิ้นรนสู่ "แสงศตวรรษ"

Syndromes and a Century

     แสงศตวรรษ หรือ Syndromes and a Century พลาดรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปี 2006 มาอย่างน่าเสียดายโดยพ่ายให้กับ The Golden Door ภาพยนตร์จากประเทศเจ้าภาพ (ที่คนไทยได้มีโอกาสชมแล้วจำนวนหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบันออกดีวีดีลิขสิทธิ์แล้วแบบเหนือความคาดหมาย สามารถหามาชมเพื่อพิสูจน์เปรียบเทียบกับตัวแทนประเทศไทยได้ตามสะดวก) แต่นิตยสาร Film Comment ที่มีชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์นอกกระแสของอเมริกา ยกให้หนังไทยเรื่องนี้ติดอันดับภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี 2006 ที่ยังไม่ได้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เหนือหนังของผู้กำกับระดับโลกหลายคน ทั้ง ไฉ้หมิงเลี่ยง(I Don't Want to Sleep Alone), เจี่ยจางเคอะ(Still Life) และ อแล็ง เรอเน่ส์(หนึ่งในผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ฝรั่งเศส เรื่อง Private Fears in Public Places)

     ข่าวที่น่ายินดีในช่วงแรกคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทยในวันที่ 19 เมษายน แม้จะแค่สองโรงคือที่ เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ และ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ แต่ก็เป็นเรื่องปกติของภาพยนตร์อิสระที่กลุ่มคนดูไม่กว้างนัก และยิ่งไปกว่านั้น ผู้โชคดีจำนวนหนึ่งที่ได้ชมในรอบสื่อมวลชนก็กล่าวยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้แบบแทบเป็นเอกฉันท์ หลายคนถึงกับยกให้ติด 1 ใน 10 ของปี 2007 ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ลางร้ายก็เริ่มปรากฏ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ได้มีมติให้ตัดฉากในภาพยนตร์ออกถึง 4 ฉาก อันได้แก่ พระสงฆ์เล่นกีตาร์, พระสงฆ์เล่นจานบินบังคับวิทยุ, แพทย์ดื่มเหล้า และ แพทย์จูบกับแฟนสาวแล้วอวัยวะเพศตื่นตัว ซึ่งทั้งสี่ฉากนี้เป็นผลจากการเชิญตัวแทนของกรมการศาสนาและนิติกรของแพทยสภา มาร่วมพิจารณาภาพยนตร์ด้วย

Censored Scene - 1
Censored Scene - 2
Censored Scene - 3
Censored Scene - 4

     เมื่อทราบว่าภาพยนตร์ของเขาต้องถูกตัดถึงสี่ฉากจึงออกฉายในบ้านเกิดได้ เจ้ย-อภิชาตพงศ์ จึงตัดสินใจถอนภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษออกจากการฉาย แต่เรื่องกลับไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อกองเซ็นเซอร์กระทำตนปานประหนึ่งกองเซ็นเซอร์ประเทศจีน ด้วยการไม่ยอมคืนฟิล์มต้นฉบับให้ โดยอ้างว่ากลัวทีมงานนำกลับไปตัดใหม่เพื่อนำมาเข้าพิจารณาอีกครั้ง หรือนำไปออกฉายในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้กองเซ็นเซอร์มีความผิด (ทั้งที่ทางทีมงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่า จะไม่นำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเด็ดขาด หากต้องฉายในฉบับที่ไม่สมบูรณ์) โดยต้องให้กองเซ็นเซอร์นำฟิล์มไปเข้ากระบวนการตัดให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน

     "ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป" - คืออีเมล์ของอภิชาตพงศ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ที่ส่งกลับมาที่ประเทศไทย (ตอนที่เกิดเหตุการณ์ เขาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา) สิ่งที่กองเซ็นเซอร์ทำ ก็ไม่ต่างกับการจับลูกของคนอื่นเป็นตัวประกัน โดยยื่นเงื่อนไขว่า ต้องยอมให้ตัดแขนตัดขาลูกเอ็งก่อน ข้าถึงจะคืนลูกให้เอ็งได้

     สิ่งที่เราต้องบันทึกไว้คือเหตุผลเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเก่าๆอย่างที่เราเจอกันอีกต่อไป จากแต่เดิมที่การเซ็นเซอร์มักพูดถึงการปกป้องเยาวชนหรือวัฒนธรรมเป็นสาเหตุหลัก การเซ็นเซอร์ทั้งสี่ฉากนี้กลับมีนัยยะสำคัญอยู่ที่การปกป้องภาพลักษณ์วิชาชีพมากจนเกินพอดี โดยมีหลักฐานจากคำสัมภาษณ์ของนิติกรแพทยสภา เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ที่ว่า "อาจเป็นเรื่องปกติที่หมอจะดื่มเหล้าหรือกอดจูบกับคนรัก แต่ภาพที่เห็นในหนังเป็นภาพในโรงพยาบาล ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเข้าใจว่านั่นคือชีวิตปกติของหมอ หรือหมอจะทำอะไรในโรงพยาบาลก็ได้ จึงเห็นว่าควรจะให้เกียรติสถานที่ด้วย" นอกจากจะมีนัยยะเกี่ยวกับการพยายามสร้างภาพสวยหรูให้วิชาชีพแล้ว ยังดูถูกสติปัญญาของคนดูหนังอีกด้วยว่าแยกแยะโลกแห่งความจริงกับโลกภาพยนตร์ไม่ออก จนเหมารวมว่าหมอทุกคนบนโลกนี้ต้องกินเหล้าหรือจูบกับคนรักในโรงพยาบาลกันเกลื่อนกลาดไปหมด (ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาไม่บอกว่า กลัวคนคิดว่าหมออย่างในเรื่อง กระสือวาเลนไทน์, กับ บอดี้ ศพ#19 ทำให้คนเหมารวมว่าหมอเป็นฆาตกร เมื่อยิ่งรวมกับเหตุการณ์หมอฆ่าเมียทั้งหลายที่ปรากฏตามสื่อ น่าจะเป็นข้อหาที่มีน้ำหนักกว่า "หมอไทยขี้เมา แถมชอบเอาแฟนในเวลาทำงาน")

แพทยสภากรมการศาสนา

     เช่นเดียวกับกรณีของตัวละครพระสงฆ์ ถึงแม้ว่าการเล่นกีตาร์จะผิดศีล 8 (ข้อที่ 7 ว่าด้วยห้ามการขับฟ้อนบรรเลงฯ - ในขณะที่การเล่นจานบินบังคับวิทยุมีความผิดไม่ชัดเจนนัก) ก็ไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลในการตัดฉากนั้น เพราะถ้าถือมาตรฐานบิดเบี้ยวอย่างนี้แล้ว ก็คงต้องตามไปตัดภาพการกระทำทุกอย่างที่ผิดศีล 5 ในภาพยนตร์ทุกเรื่องบนโลก แล้วถ้าเช่นนั้นหนังทุกเรื่องในโลกคงต้องไม่มีตัวร้ายอีกเลยหลังจากนี้

     นี่คือการล่วงล้ำอธิปไตยของคนทำงานศิลปะอย่างร้ายแรงจากตัวแทนของวิชาชีพ ซึ่งที่แท้จริงแล้วก็แทบไม่ต่างกับการล่วงล้ำอธิปไตยของชาติอื่น เช่นการเรียกร้องห้ามฉายเรื่อง Ghost Game: ล่า-ท้า-ผี จากประเทศกัมพูชา, การขอร้องให้ห้ามฉาย หมากเตะโลกตะลึง จากประเทศลาว และ ถอดโปรแกรมเรื่อง Persepolis ออกจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ตามคำขอแกมบังคับของสถานทูตอิหร่าน ทั้งที่ความไม่พอใจนั้นเป็นแค่ของประเทศ(หรือวิชาชีพ)นั้นๆ แต่กลับมาปิดกั้นสิทธิอันบริสุทธิ์ของผู้อื่นที่จะได้รับชมผลงานที่รังสรรค์ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Free Thai Cinema Movement

     หลังจากเหตุการณ์นี้กลายเป็น talk of the town จึงเกิดกลุ่ม Free Thai Cinema Movement เรียกร้องสิทธิของภาพยนตร์ไทยให้พ้นจากกรอบการเซ็นเซอร์ ที่ใช้พระราชบัญญัติภาพยนตร์ตัวเดิมมาถึง 77 ปี ตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย จนถึงปัจจุบันใน petition online ที่ให้ลงชื่อสนับสนุนการเรียกร้องเสรีภาพของภาพยนตร์ไทย จนถึงตอนนี้มีผู้ลงนามสนับสนุนแล้วเกือบแปดพันรายชื่อ

     ในขณะเดียวกัน คนในวงการภาพยนตร์ส่วนหนึ่งนำโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล และนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย(คนเก่า) ปรัชญา ปิ่นแก้ว ก็เดินทางเข้ายื่นเรื่องสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้บรรจุ "ภาพยนตร์" ลงเป็นหนึ่งในประเภทของสื่อสารมวลชน เช่นเดียวกับ โทรทัศน์, วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในทำนองเดียวกับสื่อทั้งสาม แม้ว่าหลังจากนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จะประกาศหลังการลงประชามติรับร่างฯไปเรียบร้อยแล้ว โดยยังไร้เงา "ภาพยนตร์" ในมาตราที่ว่าด้วยสื่อสารมวลชนก็ตาม

            หลังจากนั้นจึงเกิดกระบวนการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนตัวเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2473 และเปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบเรตติ้งแทนการเซ็นเซอร์ที่มีมาแต่เดิม ซึ่งก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะพระราชบัญญัติเวอร์ชั่นของคนทำหนังกับเวอร์ชั่นกระทรวงวัฒนธรรมนั้นวางอยู่บนพื้นฐานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฝ่ายคนในวงการภาพยนตร์นั้นเรียกร้องระบบเรตติ้งแบบที่ใช้ทั่วไปในต่างประเทศ คือมีเพียงการพิจารณาเรตเท่านั้น แต่ฝ่ายกระทรวงวัฒนธรรมยังต้องการให้คงการเซ็นเซอร์และ "แบน" ภาพยนตร์อยู่เหมือนเดิม

            พระราชบัญญัติภาพยนตร์ร่างแรกหลังเหตุการณ์มีเรตภาพยนตร์ได้แก่

  • - ทั่วไป
  • - เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องชมพร้อมผู้ปกครอง
  • - ผู้อายุต่ำกว่า 18 ปีห้ามชม
  • - ห้ามฉายในราชอาณาจักร

     พร้อมกับอำนาจของกองเซ็นเซอร์ที่สามารถสั่งให้แก้บทภาพยนตร์ได้ระหว่างถ่ายทำ สั่งตัดฉากที่ไม่เหมาะสม (ตามความคิดของกองเซ็นเซอร์) ออกได้ และสัดส่วนของคณะกรรมการที่ในที่สุดก็ยังกระจุกตัวอยู่ที่คนของภาครัฐอย่าง กระทรวงวัฒนธรรม หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหมือนเดิม (โดยที่มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์แห่งชาติ) แน่นอนว่าสร้างกระแสความไม่พอใจให้กับคนที่ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับมีกระแสที่สร้างความสับสนว่า ตกลงแล้วจะมีพระราชบัญญัติภาพยนตร์กี่เวอร์ชั่น ของใครบ้าง หน้าตาอย่างไร เผด็จการแค่ไหน อยู่ตลอดเวลา รวมถึงความล้มเหลวในการทดลองจัดเรตขั้นเริ่มต้น เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์จนต้องพับโครงการไปก่อน

     จนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใหม่เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ที่เร่งออกกฎหมายให้ทันวันเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน) พระราชบัญญัติร่างนี้ได้รับการยืนยันว่าผ่านความเห็นชอบของสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติแล้ว แต่ก็ได้สร้างความแตกตื่นในวงกว้างอีกครั้ง เพราะในร่างนี้ได้แบ่งเรตออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้

  • - ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และควรส่งเสริมให้มีการดู
  • - ภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย
  • - ภาพยนตร์ที่บุคคลอายุต่ำกว่า 13 ปีดูได้พร้อมกับผู้ปกครอง
  • - ภาพยนตร์ที่ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีดู
  • - ภาพยนตร์ที่ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 25 ปีดู
  • - ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร

     และภาพยนตร์ที่จะฉายในสถานที่สาธารณะ (เช่น หนังกลางแปลง) อนุญาตให้ฉายเฉพาะภาพยนตร์ในสองเรตแรกเท่านั้น โดยยังคงอำนาจในการแบน, ตัด, เซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของคณะกรรมการฯเอาไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนกับร่างแรกที่ออกมา พร้อมกับเพิ่มอำนาจในการห้ามส่งภาพยนตร์ออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาต (เหมือนหลักการของกองเซ็นเซอร์ประเทศจีน) และการควบคุมภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้นำเสนอภาพของประเทศไทยในทางลบ

     อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติที่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นคือร่างแรกสุด (ที่มีเรต 15 กับ 18) สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ และกลุ่ม Free Thai Cinema Movement ก็ได้ยื่นขอแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยขอให้เพิ่มสัดส่วนตัวแทนของภาครัฐและเอกชนให้สมดุลเหมาะสมกัน ตัดเรตห้ามฉายในราชอาณาจักรออก และลดทอนอำนาจของคณะกรรมการฯ ให้ทำได้เพียงเสนอแนะเรื่องฉากหรือบทภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสม ไม่มีอำนาจสั่งตัดเป็นสิทธิ์ขาด

     ท้ายที่สุดแล้ว คำขอของกลุ่มเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ก็ไม่เป็นผล เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ออกมาก่อนการเลือกตั้ง (โดยคาดว่าก็ไม่ได้สนใจอ่านมากมายนัก เพราะจุดประสงค์หลักอยู่ที่ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่ต้องพิจารณาเป็นกฎหมายชิ้นสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 จึงต้องรีบผ่านๆกฎหมายก่อนหน้าให้เร็วที่สุด เพราะจะไม่ทันเวลา) และพระราชบัญญัติภาพยนตร์ที่ผ่านการพิจารณาแล้วได้แบ่งเรตภาพยนตร์ออกเป็น 7 เรตดังนี้

  • - ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
  • - ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
  • - ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป
  • - ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
  • - ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
  • - ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู
  • - ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร

     ข้อเรียกร้องเรื่องการลดอำนาจของคณะกรรมการฯ ว่าด้วยการสั่งตัดภาพยนตร์ก็ไม่เป็นผล และยิ่งไปกว่านั้นในสัดส่วนของคณะกรรมการฯ ยังได้เพิ่มตัวแทนภาครัฐอย่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้แทนกระทรวง ICT เข้ามาอีกด้วย และแก้ไขหลักเกณฑ์การเซ็นเซอร์จากแต่เดิมที่พูดถึงเรื่องศีลธรรม เพิ่มเรื่องของ "ความมั่นคงของรัฐ" และ "เกียรติภูมิของประเทศไทย" เข้าไปอีกส่วนหนึ่ง และคงความเข้มงวดกับภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย เช่นเดิม.....

     สุดท้าย แสงศตวรรษแห่งเสรีภาพ ก็ยังคงเป็นเพียง แสงที่มองไม่เห็น ของสังคมไทย ต้องรอดูกันต่อไปว่าหลังจากเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะมีความเปลี่ยนแปลงความคืบหน้าอย่างไรบ้างหลังจากนี้ เพื่อเสรีภาพที่ทั้งคนทำหนังและคนดูหนังสัญชาติไทยควรจะได้รับอย่างเต็มที่เหมือนอย่างนานาอารยประเทศเสียที

Flash Mob


ส่งท้ายปี : ปรากฏการณ์ "รักแห่งสยาม"

รักแห่งสยาม

     เนื้อเรื่องจริงๆของ รักแห่งสยาม ไม่เคยถูกปิดบังในการสัมภาษณ์ผู้กำกับในแต่ละครั้ง แต่ความจริงข้อนี้ก็แทบถูกกลบไปในบัดดล เมื่อผู้คนเห็นตัวอย่างหนังและสื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ และพาลคิดไปว่า "นี่คือ Seasons Change ที่ย้ายโลเกชั่นมาสยาม" จนกลายเป็นเหตุการณ์หลอกลวงประชาชนครั้งใหญ่ในความคิดของคนบางกลุ่ม เมื่อพวกเขารับไม่ได้กับฉากเด็กชายสองคนแสดงความรักต่อกัน

     แม้ว่ากระแสในอินเตอร์เน็ตหลังจากหนังเข้าฉายไประยะหนึ่ง จะมีผลออกมาในทางบวกมากกว่าทางลบมากโข แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะยังพบกับคนที่อคติกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยการยัดเยียดคำว่า "หนังเกย์" ให้หนังเรื่องนี้อยู่ทั่วไป (ทั้งคนที่ดูหนังแล้ว กับคนที่เมินหนังเรื่องนี้ทันทีหลังจากรู้ว่ามีฉากนั้น) ด้วยความรู้สึกเหมือนกับถูกทรยศ หรือถูกหลอกให้ไปดูของแสลงน่าขยะแขยงรังเกียจ

     นักวิจารณ์ท่านหนึ่งได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ว่า "...นอกจากถูกครอบงำโดย Heterosexism (อคติต่อเพศที่สาม) แล้ว เรายังถูกครอบงำด้วยลัทธิชายเป็นใหญ่ด้วยใช่ไหม?" คำกล่าวนี้ตรงกับความเป็นจริงสูงมาก เพราะหากลองมองย้อนกลับไปในปีนี้ ก็มีภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งเช่นกันที่โปรโมตโดยปิดบังประเด็นเกี่ยวกับเพศที่สามที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนั่นคือ วิดีโอคลิป ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านหรือ "มึงหลอกกู" เหมือนที่ รักแห่งสยาม ต้องเผชิญในช่วงแรกที่หนังออกฉาย

     แน่นอน สาเหตุข้อหนึ่งคือตัวอย่างหนังไม่ได้สร้างกระแสให้คนแห่แหนไปดูในช่วงแรกเหมือน รักแห่งสยาม แต่สาเหตุหลักอีกข้อหนึ่งก็คือ ในวิดีโอคลิปนั้นเป็นการแสดงความรักต่อกันระหว่าง "เพศหญิง" เสียงตอบรับที่เราเห็นจึงไม่ออกมาเป็นแง่ลบแต่เป็นเสียงชื่นชมในความเซ็กซี่และความกล้าของนักแสดงหญิงวัยรุ่นทั้งสองที่เล่นบทเลิฟซีนเลสเบี้ยนอย่างถึงพริกถึงขิง (โดยที่ยังไม่ต้องมองกว้างไปถึงการวางเฉยต่อการโปรโมตของ ไชยา ที่เสียงตอบรับเกี่ยวกับการโปรโมตต่างจาก รักแห่งสยาม อย่างสิ้นเชิง)

     ถึงแม้จะเจอกระแสต่อต้าน แต่รักแห่งสยามก็ยังสร้างกระแสปากต่อปากในด้านบวกควบคู่กันไปได้ (จะด้วยเพลงประกอบที่ไพเราะ การแสดงอันเยี่ยมยอด บทภาพยนตร์ที่ละเอียดและเข้าถึงอารมณ์คนดู หรือพระเอกหล่อ ก็สุดแท้แต่) จนกวาดรายได้ไปร่วม 40 ล้านบาท ทั้งที่เป็นหนังดราม่าหนักๆซึ่งไม่ถูกคอคนดูหนังเมืองไทยเท่าไหร่นัก แถมยังมีความยาวร่วมสองชั่วโมงครึ่ง รวมถึงการยืนโรงฉายนานข้ามปีที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema และการเป็นตัวเต็งรางวัลใหญ่ในแทบทุกสถาบันรางวัลหนังไทยช่วงต้นปี 2551 พร้อมๆกับกระแสการต่อต้านที่ค่อยๆลดลงเหลือเพียงประปราย

     ทิศทางของหนังไทยต่อจากนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะทั้งคนทำหนังและนายทุนน่าจะกล้าลงทุนกับหนังรัก และหนังรักที่กว้างกว่าขอบเขต ชาย-หญิง มากขึ้น มะเดี่ยว-ชูเกียรติ เคยให้สัมภาษณ์ขอบคุณ Brokeback Mountain ที่เป็นส่วนช่วยในด้านการยอมรับเพศที่สามของคนดูหนังไทยในระดับหนึ่ง เมื่อคราวที่เข้ามาสร้างกระแส ในอนาคตอาจมีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ออกมากล่าวขอบคุณ รักแห่งสยาม ด้วยสาเหตุเดียวกันก็เป็นได้

     นอกจากในแง่ของความดีด้านศิลปะของตัวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำหน้าที่สะท้อนภาพความคิดในจิตใต้สำนึกของสังคมไทย เมื่อดูจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเรามักได้ยินว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อเพศที่สามมากกว่าประเทศรอบข้าง แต่จากเหตุการณ์นี้เราจึงได้เห็นว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่มองการแสดงความรักระหว่างชายกับชายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง (ทั้งที่โต้งกับมิวยังไม่ถึงขั้น make love กัน) จนถึงกับเรียกร้องให้ต้องประกาศเตือนในตัวอย่างภาพยนตร์ ทั้งๆที่รักแห่งสยามยังมีแง่มุมความรักด้านอื่นที่ไม่ใช่ความรักระหว่างชายกับชาย การประกาศเช่นนั้นรังแต่จะสร้างภาพของ "หนังเฉพาะกลุ่ม" ให้กับหนังเรื่องนี้โดยไม่จำเป็น เพราะหนังไม่ได้เน้นประเด็นนี้ทั้งเรื่องเหมือนกับ เพื่อน กูรักมึงว่ะ หนังที่ประกาศตนว่าเป็นหนังเกย์เต็มตัว และทำรายได้ไม่เข้าเป้าด้วยภาพของความเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม

     หากจะพูดว่า รักแห่งสยามได้ "เบิ่งเนตร" ให้เราสังเกตเห็นภาพจริงของสังคมไทยปัจจุบัน ก็คงไม่ผิดไปจากความจริงนัก


 

     ถึงแม้หัวหาดของตารางหนังทำเงินไทยจะยังถูกยึดครองโดยหนังตลก แถมยังต้องล้มลุกคลุกคลานกับวิบากกรรมการเซ็นเซอร์ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ แต่ก็มีหนังที่สร้างปรากฏการณ์และลงหลักปักฐานทิศทางใหม่ๆ เรายังไม่ทราบอนาคตว่าจะเป็นนี่จะเพียงแค่แสงพลุที่สว่างอยู่ชั่วครู่ชั่วคราว หรือเป็นแสงดาวที่จะส่องสว่างอยู่ต่อไปในวงการภาพยนตร์ไทย หรือจะเป็นเพียงแค่แสงที่มองไม่เห็นและดับไปอย่างไม่มีวันกลับ...

     ต้องตามดูกันยาวๆ ตั้งแต่ปี 2551 นี้เป็นต้นไป... (หวังว่าคงจะไม่ "ชวด" นะ)

Comment

Comment:

Tweet

Most students hate Research paper rubric writing. Such guys do not realize that academic papers accomplishing develops writing techniques.

#48 By Research paper sample (31.184.238.21) on 2012-01-16 10:13

#47 By (94.242.214.6) on 2011-12-08 14:31

#46 By (94.242.214.6) on 2011-12-08 14:31

Frequently high school students do not have a guy to turn for help. Some guys worry about that. Online service can give you a chance to get know How To Buy An Essay. You should not worry about essay writing anymore.

#45 By How to write a unique essay (94.242.214.6) on 2011-12-08 14:29

#44 By (94.242.214.6) on 2011-12-08 13:35

#43 By (94.242.214.6) on 2011-12-08 13:34

Do you know that you could to find the cool idea associated with essay buying or about this good post from the experienced writing services. Thence, you can to test that.

#42 By essay writing service (94.242.214.6) on 2011-12-08 13:33

#41 By (91.212.226.143) on 2011-11-18 23:39

That is known that money can make people autonomous. But how to act when somebody doesn't have cash? The one way only is to try to get the mortgage loans and just bank loan.

#40 By home loans (91.212.226.143) on 2011-11-18 23:38

People, are willing to feel that they can contact pforessional who will be glad to help them with research papers composing. Thus, those people turn to freelance essay writing company because of that!

#39 By EthelWILEY (193.105.210.41) on 2011-11-14 12:27

Hot!

#38 By fallingangels on 2009-04-07 21:40

ถึง คุณนาโน
ได้อ่านผลงานการเขียนของคุณในvreview.yarisรู้สึกประทับใจจึง เข้ามาอ่านใน blogg ของคุณรู้สึกประทับใจวิพากษ์ตรงไปมา แต่พอไล่อ่านมาเจอblogนี้
ผมไม่เห็นด้วนนะเรื่องที่คุณคิดต่อเรื่องการเซ็นเซอร์หนังเรื่องแสงศตวรรษ
คือเมื่อใครก็ตามที่ได้มาอยู่ในวงการวิชาชีพนี้จะเข้าใจเองว่าเหล่าองกรนี้ไม่ได้ต้องการสร้างภาพวิชาชีพให้สวยหรู แต่ ใครก็ตามย่อมรักและต้องการได้รับความนับถือจากวิชาชีพที่ตนเองประกอบอยู่ครับโดยเฉพาะพระสงฆ์ อาชีพแพทย์หรือครู ที่ต้องอาศัยภาพลักษณ์ที่ดีในการทำงานให้ลุล่วง จริงอยู่ครับการเซนเซอร์เป็นเรื่องปิดกั้นเสรีภาพ แต่งานศิลปะบางอย่างผู้สร้างควรแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนองสร้างด้วยครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการควรคืนfilmโดย ไม่ตัดทอนและฉายที่ต่างประเทศครับ
ไม่ทราบว่าคุณจะได้อ่านบทความนี้ป่าวเพราะคุณโพสนานแล้ว ผมชอบนะที่คิดวิพากษ์ตรง ๆ ถูกใจผมดี แต่บางเรื่องมันก็ละเอียดอ่อนนะครับ คุณยังเด็กแต่มีมุมมองต่อสังคม โลกกว้าง ลึกซึ้งเกินอายุผ่านโลกภาพยนต์ผมขอชื่นชมด้วยความจริงใจ
ด้วยความนับถือ และจะขอติดตามผลงานของคุณต่อครับ

#37 By (61.7.231.170) on 2009-03-29 12:09

ขอรบกวนนะคับ อยากได้นิตยสารที่พอจะสรุปรายได้หนังไทยในปี 2550 บ้างมั้ยคับ
ใครพอจะแนะนำได้บ้างคับ
ช่วยส่งอีเมลมาที่ fangiggs_toh@yahoo.com ทีนะคับ
จะขอบพระคุณมากคับ

#36 By (58.9.5.91) on 2008-08-27 15:53

ว้าว!

#34 By dewdogdag on 2008-03-13 14:05

^ ^
^ ^
+ สงสัย จขบ. จะไม่อยู่ ผมแวะมาช่วยตอบแทนละกันครับว่า คาดว่า จขบ. เค้าน่าจะเพิ่งไปดูมาเย็นเมื่อวาน เพราะในวันที่ผมเข้าเน็ตได้ ส่วนใหญ่ผมจะเข้าไปเช็คหน้า 'YEAR 2008' ของบล็อกนี้ ว่า จขบ. เค้าไปดูเรื่องอะไรมาเพิ่มเติมบ้าง แล้วให้เกรดเป็นเท่าไหร่อ่ะครับ เพราะคุ้นๆ ว่าสายๆ วันจันทร์เข้ามาดู เรื่อง Once ยังไม่ขึ้นเลยนะ แต่ตอนนี้ขึ้นแล้วอ่า surprised smile

+ ที่คาดไว้ไม่ผิดอยู่อย่างนึง คือ The Mist น่าจะได้รับเกรด A+++++++++ จากตี้แหงมๆ เพราะมันเป็นหนังที่ 'เข้าทาง' ตี้ในหลายประเด็นเลยอ่ะครับ (ตามที่ได้แจกแจงไว้ที่หน้าโน้น) หุๆ

#33 By (202.69.140.130) on 2008-03-11 18:00

ยังอยู่ครับไม่ได้หายไปไหน งานใหม่ที่จะเขียนมีอยู่หลายเรื่อง ทางออกก็เลยยังไม่ได้ลงมือเขียนเลยซักเรื่อง งานที่ทำอยู่ช่วงนี้ถือว่าสบายขึ้น หวังว่าโอกาสหน้าคงพบกับงานเขียนใหม่ๆของผมถี่ขึ้น (หรือเปล่า)
ขอบคุณนะครับที่ยังนึกถึงและแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เสมอ

#32 By beerled (203.154.187.189) on 2008-03-11 17:53

แวะมาถามอีกรอบว่า

ไม่ทราบว่าไปดูเรื่อง once หรือยังครับ
เขียนดีๆๆๆ
ดีมากอะแก

แกเข้าถึงแก่นของมันจริงๆเว้ยเฮ้ย

ปล. วันนี้เพิ่งดูรักแห่งสยามอีกรอบ ชอบอะ

#30 By 125 66 (58.9.38.18) on 2008-03-08 22:49

เขียนโคตรดี เเรงดีว่ะ ชอบ เป็นเพื่อนไอ้หนึ่งมันใช่มะนี่ สมกับเป็นเพื่อนกันจริงๆwink

#29 By shikak on 2008-03-07 03:22

ไม่ทราบว่าไปดูเรื่อง once หรือยังครับ

เมื่อไหร่จะอ่านจบหว่าเรา
เอางี้ เดี๋ยวปริ้นออกมาอ่านดีกว่า
แล้วจะแว๊บมาอีก Hot!

#27 By renton on 2008-03-06 08:29


ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ

บ้านผีแฝด ปะทะ บอดี้การ์ดเท่งโหน่งส่ายหน้าจับหมวยบ้านเล็กยกล้อ
-ส่วนตัวผมคิดว่า คนอิ่มตัวกับหนังทั้ง 2 แบบแล้วแหละ แต่คนเราจะอิ่มตัวกับหนังตลกช้ากว่า
เพราะอยากน้อยคนเราอยู่กับสิ่งที่ทำให้อารมณ์ดีได้นานกว่าสิ่งที่ทำให้อารมณ์เครียดอยู่แล้ว
แต่ช่วงต้นปีมานี้ อาการที่แสดงให้เห็นว่า คนเราเริ่มอิ่มตัวกับหนังตลกก็เริ่มแสดงออกมาให้เห็นแล้ว
ดูได้จาก รายได้ที่ไม่เข้าเป้าของ หม่ำเดียว,ผีตาหวาน,ก่อนบ่าย,เหยินเป๋เหล่,สวยสิงห์กระทิงแซ่บ,คริตกับจ๋า, สะใภ้บรื๋อ...อ...อ



รสชาติที่แปลกใหม่
-รู้สึกดีใจที่หนังรสชาติแปลกใหม่อย่าง Final Score และ มะหมา ทำรายได้ดี
เพราะอย่างน้อย น่าจะเปิดโอกาสให้นายทุนเปิดไฟเขียวให้กับหนังแนวอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตลกกับผีมากขึ้น

-ส่วนวีดิโอคลิป บ้านผีสิงกับยังไงก็รักนั้น เห็นถึงความตั้งใจอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่า คนทำยังมือไม่ถึง
จึงทำให้หนังดูครึ่งๆ กลางๆ ไม่ลงตัว

-เสียดายที่ไชยา (ส่วนตัวผมชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า รักแห่งสยาม)อสุจ๊าก(หนังที่ข้างในดีกว่ารูปลักษณ์ภายนอกมากนัก)
และล่าสุดคือ กอด (แม้จะยังมีอะไรไม่ค่อยลงตัวนัก แต่ก็ยังจัดว่าเป็นหนังดี)ไม่ประสบความสำเร็จ
และได้แต่หวังว่า คนทำหนังดีๆ จะยังไม่เสียกำลังใจไปซะก่อน

-ผมไม่ชอบ โรงงานอารมณ์ เอาซะเลย แต่ก็ชื่นชมในความตั้งใจและวิสัยทัศน์ของผกก.



Pusan : A Brilliant and ‘WONDERFUL TOWN'

-รอดูหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกันครับ แต่มีลางสังหรณ์ว่า จะชวด



ดิ้นรนสู่ "แสงศตวรรษ"

-กองเซนเซ่อ(ไม่ได้เขียนผิด) เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองมองประชาชนเป็นแค่เด็กน้อย ไร้ความคิด
ต้องให้ผู้(ที่คิดว่าตัวเอง)เชี่ยวชาญ จัดการให้ทุกอย่าง
พูดง่ายๆ คือ บ้านเรายังปกครองด้วยระบบศักดินา และประชาธิปไตยมีไว้เพื่อเป็นข้ออ้างให้สิ่งที่พวกเขาทำนั้นชอบธรรมมากขึ้น

-ผมขอสารภาพว่า ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก (แต่ก็พยายามด้วยวิธีที่ถูกต้องมาทุกวิถีทางแล้ว)
รู้สึกว่า เป็นหนังของคุณเจ้ยที่สนุกและเข้าถึงง่ายที่สุด จนเสียดายที่หนังถูกห้ามไม่ให้ฉายตามโรง



ส่งท้ายปี : ปรากฏการณ์ "รักแห่งสยาม"

-รักแห่งสยาม เป็นหนังแห่งปีสำหรับผมครับ (คนละความหมายกับ หนังที่ผมชอบที่สุด)

-ถ้ามีใครมาถามผมว่า มันคือหนังเกย์ใช่ไหม ผมตอบเขาไปว่า มันเป็นหนังรักในรูปแบบต่างๆ
เพียงแต่มันมีรักของเกย์ เป็นส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น

-การที่เสี่ยเจียงยอมให้หนังเรื่องนี้ ยาว 2.40 ชม. และหนังเดินเรื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ถูกตัดทอนนี่
ผมว่าน่าอัศจรรย์มากกว่า การที่ได้เห็น Final Score ได้ฉายตามโรงทั่วไปอีกนะครับ


ผมว่า ปี 2551 วงการหนังน่าจะซบเซามากกว่าปีที่แล้วอีก ถ้าเอาความรู้สึกผมเป็นมาตรวัด
เพราะนอกจาก ปิดเทอมใหญ่ กับ นาคแล้ว ช่วงนี้ไม่มีหนังไทยเรื่องไหนที่ผมอยากดูซักเรื่องเลย

#26 By ฟ้าดิน (58.8.84.46) on 2008-03-06 00:54

ปีที่แล้วดุหนังไทยไปกี่เรื่องว้า

365 ตามติดชีวิตคู่ขนานของกู

เมล์นรก


น้อยเนอะ confused smile เลยไม่รู้จะเมนท์อะไร เอาเป็นว่าเข้ามาซึมซาบสิ่งที่มึงเขียนแล้วกัน


หวังว่าปีหน้ากูคงได้อ่านอีก หรือถ้าจะให้ดี ไม่ต้องรอสิ้นปี ก็หวังจะได้อ่านงานเขียนชิ้นอื่นๆน่ะ

#25 By หนึ่ง (161.246.1.36) on 2008-03-04 18:44

+ พี่ไปเขียนเม้นต์ทิ้งไว้ที่หน้า 'year 2008' ของตี้ด้วยนะครับ big smile เกี่ยวกับหนัง 2 เรื่อง
+ มาตอบคำถาม เรื่อง My Network ที่ถามไว้ที่บล็อกพี่ ...มันเป็นแค่ของเล่นใหม่ที่ พันธุ์ทิพย์บอกว่ามีจุดประสงค์อยากให้เหมือนเป็น ฮิห้า (มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) ก็คือเข้าไปข้างในก็จะแอ๊ดเฟรนด์ ใส่รูป ใส่เม้นต์เพิ่มไปเรื่อยๆ ได้อ่ะครับ แต่พี่ว่ามันไม่น่าจะฮิตนะ คงซักพักแล้วก็ซาๆ ไปเองอ่าน่อ surprised smile

#24 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-03-04 15:01

+ เฮ้ย! คุ้นๆ ทั้งนั้นเลยอ่ะครับตี้ ว่าพี่เคยอ่าน (ฟรี) บทความเหล่านี้ไป(เกือบหมด)แล้ว เพราะพักหลังๆ เวลาจมอยู่กับ Starpics ในร้านหนังสือ พี่ก็อ่านแทบจะทุกคอลัมน์อยู่เป็นชั่วโมงๆ เหมือนกันนะ ... ทำไมพี่ไม่เคยสังเกตเลยนะ ว่าคนเขียนคือตี้?!? เวงกำ cry
... และก็เห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่นะครับผม open-mounthed smile

#23 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-03-04 11:41

มาลงชื่อว่ายังไม่ได้อ่าน 5555

ไว้มาอ่านนะ

#22 By merveillesxx (58.8.116.232) on 2008-03-04 04:14

วิเคราะห์ได้ดีครับ

ว้า ลืมบอกชื่ออีกและ

#20 By OncE UPoN'-'a MaN or I-นัทของพี่ (125.25.68.45) on 2008-03-03 02:16

มาเม้นท์ให้พี่สุดหล่อซะกะหน่อย ...หวังว่าคงทำใจรับคำชมนี้ได้นะ เอิ้กๆ sad smile

ส่วนบทความเนี่ย ...ความจริงที่ไม่เคยเซด ว่าผมเนี่ย ปลาบปลื้มที่พี่ได้เขียนสตาร์พิคส์ จนต้องเจียดตังค์ 60 ซื้อมาประทับเก็บไว้ในชั้นวางหนังสือเลยทีเดียวแหละ (เรื่องซื้อหนังสือเนี่ยจริง แต่เรื่องที่ปลื้มเนี่ย หารร้อยลบพันก็จะรู้ว่ามัน...เอิ้กๆ)

แต่ยังไงอ่านฉบับนี้ก็มันส์กว่าล่ะนะ ...แม่มSa-Toonโดนใจดีอ่า อิอิ

#19 By (125.25.68.45) on 2008-03-03 02:15

Hot!

#18 By Shuu Exteen on 2008-03-02 19:05

i down pound

เอาดาวไป..

Hot!

ถึงใจ ครับถึงใจ

สับแหลก กระตุ้นต่อมอยากดูแสงศตวรรษมากขึ้น

#17 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-03-02 16:35

^
เมื่อกี้ของต้นน่ะ

#16 By ต้น (118.172.98.159) on 2008-03-02 11:28

อ่านจบละ
ยาวมาก แต่อ่านรวดเดียวจบ


ไม่รู้จะคอมเม้นท์อะไร
ก็เห็นด้วยกับที่สาธยายมา
ไปอัดอั้นตันใจมาจากไหนมากมายเนี่ยsad smile

#15 By (118.172.98.159) on 2008-03-02 11:27

ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านนาโนกล่าวมา "เกือบทั้งหมด" (แต่ไม่ว่างจะแจกแจงตอนนี้...มีรายงานสุรัตน์ กับสอบรามอยู่)

คือ บางท่านอาจจะมองว่า นี่เป็นการวิเคราะห์ที่ไม่ถึงกับ "ครบถ้วน" นัก ในแง่ของ "ความเป็นหนัง" แต่ผมมองว่าท่านนาโนกำลังต้องการสื่อ Politics ในหนัง และนอกหนังให้มากที่สุดมากกว่า ซึ่งหากมองในแง่นี้แล้ว ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีมากทีเดียว

โดยเฉพาะกรณีแสงศตวรรษของปรัชญา นั้นแน่นอน tone มี bias อยู่ (เพราะหากไม่มี bias เลยก็คงไม่เรียกว่าบทความ แต่เป้น information ไป เพราะการจะเขียนบทความ จำเป็นต้องมี standing point ที่ชัดเจนของตน) แต่ประเด็นที่ท่านนาโนไม่ได้ละเลย ก็คือ "ไม่ได้ลืมให้ข้อมูลของอีกฟาก" เช่น เหตุผลในการ "ตัด หรือเซ็นเซอร์ออก" ซึ่งแน่นนอน ผมเห้นด้วยว่าทุเรศ อย่างตอนผมดุ Sweeney Todd เนี่ยบอกตรงๆ ว่าหมดอารมณ์ "ลุ้น" ว่ามันจะปาดตอนไหน เพราะก่อนจะปาดเซ็นเซอร์จะขึ้น (เลยไม่ต้องลุ้นเลย...ไอชิบหาย)

แต่ประเด็นที่แรงยิ่งกว่านั้นก็คือ "สิทธิเสรีภาพหายไปไหน" ทั้งในแง่ของผู้สร้าง และผู้ดู ซึ่งทำให้เรารู้สึกอยากเตะ "นักตัด นักเซ็นเซอร์" เหล่านั้นทันทีว่า "มึงทำไมมีสิทธิมาคิดแทนกูวะ ว่าตรงนี้กูดูได้ ตรงนั้นกูดูไม่ได้" และที่ผมรู้สึก "ตกใจ" เป็นอย่างมากก็คือ "การไม่ยอมคืน original film คืนปรัชญา" นี่มันเป็นการ "ละเมิดลิขสิทธิ์โดยรัฐชัดๆ" หรือหากให้ผมพูดด้วยสำนวนปรัชญาก็คงต้องบอกว่า "รัฐลักพาตัวลูกผม"...มีสิทธิอะไร???

ส่วนเรื่องกรณีฉากต่างๆ นั้น 4 ฉาก ผมเห็นด้วยว่าสังคมไทยกำลังทำให้ "บางอาชีพเป็นเทพ???" (เช่น พระ, หมอ) ผมจะลองถามคำถามคนละลักษณะกับท่านนาโนดูก็ได้ คือท่านนาโน เน้นหนักที่ประเด็น "มึงว่าคนดูโง่ขนาดแบ่งโลกความเป็นจริง กับในหนังไม่ออกหรือไงวะ???" (ซึ่งผมเห็นด้วยมาก...นึกถึงละครเรื่องนางฟ้า อะไรนั่นเลย)

แต่ที่ผมอยากจะ raise ประเด็นก็คือ "ทำไมเชิญไปดูเฉพาะอาชีพ พระ กับหมอ??? คนใช้??? กรรมกร??? คนขับรถ??? คนขับสามล้อ??? คนขายข้าวแกง??? คนค้าคนขายร้านโชว์ห่วย??? (and whatsoever) ทำไมไม่ไปเรียกมา???" ทำไมจึงมีแค่ "บางอาชีพที่ได้รับสิทธิ" นี่มัน Double Standard ชัดๆๆๆๆๆ "ถ้าอาชีพอื่นๆ ไม่มีสิทธิ 2 อาชีพนี้ก็ต้องไม่มีสิทธิ"...แน่จริงลองทำอย่างผมว่ามาดูสิ เอาให้ประเทศไทยไม่ต้องมีหนังดูไปเลย (ตัดแม่งออกทุกอาชีพ) แล้วจะได้ให้โลกรู้ผ่านหนังไปเลยว่า "ประเทศไทยมีแต่เทพ เทวดา อาชีพใดๆ ก้ดีเลิศไปหมด เสนอด้านเสียไม่ได้"

ด้วยความเคารพ

ปล. ตรงที่บอกว่าตำนานสมเด็จพระนเรศวร ว่าเป็น "ชาตินิยม" นั้น ผมเข้าใจว่าท่านนาโน ต้องการจะพุดอีกคำหนึ่งมากกว่ากระมัง 5555+

#14 By fallingangels (61.7.128.98) on 2008-03-02 10:27

เป็นไงบ้างวะ หวังว่าคงสบายดี
เดี๋ยววันที่เจ็ดจะไปเกาหลี เอาไรป่ะ
(หมายถึงฝากซื้อนะ ไม่ใช่ซื้อมาฝาก)

ช่วงนี้นอนวันละสองสามชั่วโมงเอง
หน้าตาเริ่มโทรม ผมเพ้ารุงรัง เฮ้อ
วันก่อนไปสยาม อนาถกับสภาพตัวเองมาก
ยิ่งเห็นเด็กๆใสๆเดินผ่านไปมา ก็ยิ่งเศร้าใจ
ในความหม่นหมองของตัวเอง เซ็ง

ไปละนะ ไปหาอะไรกินก่อน หิวด้วยง่วงด้วย
โชคดีๆ แล้วคุยกันใหม่

#13 By yibby (203.130.159.3) on 2008-03-02 06:57

ชัดเจนครับ

#12 By book on 2008-03-02 05:25

Hot!
เพลินค่ะ แต่สุดท้ายก็อ่านจบนะ~~!

ปลงเถอะค่ะ...คนไทยเรามันก็ยังงี้แหละ...ไม่ค่อยเปิดรับอะไรกันเลย....

#11 By [ yuu e ] on 2008-03-02 02:19

Hot! Hot! สองลูก ครับ อ่านยาวจนเพลินเลยล่ะ
ถ้ามีเรต เชื่อว่าหนังไทยหลายเรื่องไม่รอดแน่ๆครับ โดยเฉพาะหนังตลกที่ โก๊(หวือ) จตุ(แว๊ก)เล่น และหนังที่กำกับโดยพจ(เหย) มีแต่หนังที่ขนาดผมยังไม่อยากให้หลานอายุ10ขวบดูเลยsad smile

เรื่องกระแสหนังรักแห่งสยามผมเห็นด้วยนะ แค่เห็นกระแสตอบรับก็พอจะสื่อให้เห็นแล้วว่า "สังคมไทยเรายอมรับเรื่องรักร่วมเพศเพียงแค่ปากเท่านั้น ในทางความคิดจริงๆ ก็ยังยอมรับไม่ได้" (จะโทษว่าดูหนังไม่เป็นก็ไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ดูหนังเอาสนุกเป็นหลักอยู่แล้ว)

#9 By เคนหนี้ on 2008-03-02 00:51

ประทับตราว่าอ่านจบแล้วเช่นกันHot!

ยาวมากๆ มีหลายเรื่องเห็นด้วยแบบสุดๆไปเลย open-mounthed smile

#8 By SkyKiD on 2008-03-01 23:19

มาลงชื่อว่าอ่านจบแล้วจ้ะ confused smile

#7 By ตุ้ย since 2006 on 2008-03-01 21:43

Hot!

#6 By chubby on 2008-03-01 21:39

Hot! หมอก็เป็นคนฮะ ดีเลวชั่วสัปดน ปนๆกัน ไม่เห็นแปลก

มาใช้เหตุผลว่า อยู่ข้างไหน แล้วข้างนั้นต้องถูก มันดูน่าเกลียดดีจริงๆ

แต่ผมว่า มันน่าจะดีขึ้น "ในบางจุด" นะครับ โดยเฉพาะในจุดที่บรรดาไดโนเสาร์ไม่คิดว่ามันสำคัญ

เรื่องชาติ ศาสนา วิชาชีพ พวกนี้ โดนเพ่งเล็งอยู่แล้วละครับ เขาถือว่าต้องมีจริยธรรมโดยปกติน่ะ - -''

#5 By on 2008-03-01 21:14

ช่างขยันเขียนจริงๆ ไอ้น้อง


แต่ตอนนี้พี่ยังไม่ขยันเขียนหรืออ่านอะไรทั้งนั้นว่ะsad smile

#4 By เ ติ้ ง (124.120.170.33) on 2008-03-01 12:45

ท่าทางจะถูกเอดิตเยอะนะนาโนซัง

เขียนได้ดีพอควร แต่เก็บภาพรวมไม่ได้มากเท่าที่ควร แถมนอกเรื่องไปเยอะ

ชอบส่วนที่วิเคราะห์ภาพการปกป้องเกินจริงของสภาวิชาชีพ กับเรื่องการเปิดกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับเพศที่สาม ในรักแห่งสยาม

ไม่ชอบที่ไม่ได้เจาะหนังตลาดมากกว่านี้ ทั้งที่ภาพสะท้อนสังคมส่วนใหญ่ยังอยู่กับหนังตลาด น่าจะมีแง่มุมของฝั่งหนังตลาดบ้าง

เป็นกำลังใจให้เขียนต่อไป
ประทับตราว่าอ่านจบแล้ว Hot!

อยากดู Lullabye Before I Wake กะ Wonderful town อ่ะ >"<

#2 By ParePare on 2008-03-01 04:43

อ๋อ บทความนี้นาโนเขียนเหรอ

ช่วงหลังๆ ผมซื้อมาอ่านแต่บทวิจารณ์ต่างประเทศน่ะ
ไม่ค่อยได้อ่านส่วนอื่นเท่าไหร่

แต่ก็ชักเซ็งตรงที่เปลี่ยนคนเรียบเรียง ผิดเยอะ หนังน้อยลง พวกหนังชนโรงก็ไม่มี
จากแต่ก่อนที่อยากอ่านเรื่องไหน เปิดย้อนดูแทบจะมีทุกเรื่อง

#1 By aloneagain (124.120.29.141) on 2008-03-01 03:35