Starpics 719 - Chocolate

บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 719 - ปักษ์หลังเดือนมกราคม 2551
แต่เวอร์ชั่นนี้ คือเวอร์ชั่นแรกสุดก่อนผ่านการ edit เพื่อลงหนังสือ
(เรียกแบบกระแดะๆว่า Writer's Cut นั่นเอง)

** รูปทั้งหมดที่ใส่ ไม่ใช่รูปเดียวกับในหนังสือ **


     ในที่สุดปีหมูทองอันรุ่งโรจน์ก็ผ่านพ้นไปอีกครา ไพร่ฟ้าหน้าใสชาวไทยได้รับประชาธิปไตยกันอย่างเต็มที่ มีรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การลงประชามติที่โปร่งใสบริสุทธิ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่รัฐบาลให้สิทธิ์ประชาชนตัดสินใจลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และสำเร็จได้ด้วยดีไม่มีรอยด่างพร้อย ตามมาด้วยการเลือกตั้งที่ได้นำประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพกลับคืนสู่ดินแดนขวานทองอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยอีกครั้ง ได้ผู้นำประเทศที่มีภาพลักษณ์เป็นเลิศในสายตาประชาคมโลก  การพูดจาสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพและใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีเอี่ยวกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่คิดทำร้ายทำลายประเทศด้วยการทุจริตคอรัปชั่นแบบไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขั้วอำนาจใหม่(?)ที่ใช้ปากกระบอกปืนเรียกร้องดอกกุหลาบจากประชาชน พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามก็ยอมรับในผลการเลือกตั้งแต่โดยดี พร้อมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ทำหน้าที่อย่างลำบากตรากตรำในการผดุงความยุติธรรมของประชาธิปไตย

     นอกจากเรื่องใหญ่ระดับการปกครองประเทศแล้ว เรายังได้กระทรวงวัฒนธรรมที่เปิดใจรับฟังเหตุผลและความคิดเห็นของคนในวงการภาพยนตร์ พระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่จึงให้อำนาจฝั่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในการคุมเรื่องจัดเรตติ้งอย่างเต็มที่ โดยไม่มีคนของรัฐเข้ามาแทรกแซงหรือบังคับให้เซ็นเซอร์หรือแบนภาพยนตร์เรื่องใดๆ หรือเปลี่ยนบทภาพยนตร์ให้เป็นแบบที่รัฐต้องการแต่ถ่ายเดียว เพราะภาพยนตร์ก็ถือเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่ต้องได้รับการปกป้องจากการแทรกแซง.......

เฮ้ย!!! ตื่น!!!

เหี้ยดอก


บ้านผีแฝด ปะทะ บอดี้การ์ดเท่งโหน่งส่ายหน้าจับหมวยบ้านเล็กยกล้อ

     "หนังไทยมันก็มีแต่ตลกกับผีล่ะวะ" คือคำกล่าวหาที่เราได้ยินกันจนชินหูมาหลายปี แต่ปี 2550 ได้พิสูจน์ตัวเองว่า ประชาชนคนไทยต้อนรับหนังตลกมากกว่าหนังผีชนิดเทียบกันไม่ติด แม้จำนวนออกฉายจะใกล้เคียงกัน (ตลก - 17, ผี - 11) แต่ดูจากรายได้โดยประมาณในสิบอันดับแรก กลับมีหนังตลกอยู่ถึง 6 เรื่อง (โดยที่ยังไม่ทราบรายได้สุดท้ายของ ก่อนบ่ายเดอะมูฟวี่ และ เหยินเป๋เหล่ เซมากูเตะ ที่ดูจากหน้าหนังแล้วมีโอกาสเบียดแทรกเข้าสิบอันดับแรกได้อย่างไม่ยากเย็น) ในขณะที่มีเพียงแฝด เป็นตัวแทนหนังผีในสิบอันดับแรก และมีหนังผีเพียงสองเรื่องเท่านั้นที่ทำรายได้แบบสมน้ำสมเนื้อ (อีกเรื่องคือ บ้านผีสิง) ในขณะที่เรื่องอื่นๆ กลับเก็บรายได้ไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัวผิดฟอร์มหนังผีไทย

     อีกด้านหนึ่งของหนังไทยที่เราเริ่มเห็นทวีจำนวนมากขึ้นคือหนังแอ็คชั่น (ตั้งแต่ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง เป็นต้นมา) ที่ในปีนี้เห็นออกฉายถึง 6 เรื่องด้วยกัน แต่ในด้านรายได้หากไม่นับตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งสองภาค เรื่องเดียวที่พอจะถือว่า "ได้เงิน" ก็คือ โอปปาติก เกิดอมตะ ที่หยุดตัวเลขอยู่ประมาณ 37 ล้านบาท (แต่ลงทุนสร้างไปร่วม 80 ล้าน แถมเลื่อนฉายมาเป็นปี เลยขาดทุนไปโดยปริยาย) อย่างไรก็ตาม หนังในกลุ่มนี้ยังพอหวังกับตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะถ้ามีดาราที่ฝรั่งรู้จักมากๆอย่าง โทนี่ จา ถึงแม้ในปี 2550 นี้เราอาจไม่เห็นความเติบโตของหนังแอ็คชั่นในยุค Post-ต้มยำกุ้ง มากนัก ซึ่งเราจะได้เห็นแบบชัดเจนมากขึ้นในปี 2551 ที่หนังแอ็คชั่นต่อคิวเข้าฉายแทบไม่ขาดตอนตลอดทั้งปี หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้รายได้ของหนังแอ็คชั่นจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไรก็ตาม (กรณีของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้งสองภาค ปัจจัยที่ทำให้รายได้ทะลุสองร้อยล้านบาทคือเรื่องของชาตินิยมมากกว่าแอ็คชั่น เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากว่าคนดูหนังบ้านเรายังต้อนรับหนังแอ็คชั่นด้วยดี)

     ในขณะที่หนังผีกำลังซบเซา หนังไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มช่วงชิงพื้นที่ออกฉายได้กลับกลายเป็น "หนังรัก" ที่มีออกฉายถึง 9 เรื่อง ทั้งในกลุ่มหนังตลาดและหนังทางเลือก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือมีภาพยนตร์ที่มีประเด็นความรักของเพศเดียวกันเข้าฉายทั่วไปถึง 2 เรื่อง ได้แก่ เพื่อน กูรักมึงว่ะ และ รักแห่งสยาม (โดยไม่นับอนิเมชั่นเรื่อง Boy Friend แฟนผมเป็นผู้ชาย ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรงที่เฮาส์ อาร์ซีเอ) โดยที่ยังมี โกยเถอะเกย์ ของยุทธเลิศ สิปปภาค ที่ชูประเด็นชายรักชายเช่นกัน แต่ไม่ได้ขับเน้นประเด็นความรักเพศเดียวกันมากเท่าสองเรื่องดังกล่าว เพราะหนังมีเจตนาล้อเลียนหนังเกย์ออสการ์อย่าง Brokeback Mountain มากกว่า จึงจัดอยู่ในประเภทหนังตลก

     จุดนี้อาจต้องยกความดีความชอบให้กับ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ที่กวาดรายได้เป็นอันดับสามของปี 2549 ด้วยรายได้เกือบ 70 ล้านบาท ทั้งที่หน้าหนังไม่ได้ขายตลกหรือขายผี ที่ได้แผ้วถางทางสำหรับ "หนังรัก" เอาไว้เป็นอย่างดี อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายทุนกล้าลงทุนกับหนังรักมากขึ้นจนมีที่ทางของมันเองในตารางภาพยนตร์ที่เข้าฉายปี 2550 พร้อมกับการตอบรับอย่างน่าชื่นใจในหลักเกินสามสิบล้านบาท ต่อ Me Myself ขอให้รักจงเจริญ และ รักแห่งสยาม รวมถึงการกลับมา "ได้เงิน" ในประเทศอีกครั้งของเป็นเอก รัตนเรือง จาก พลอย หากเทียบกับรายได้จาหหนังเนิบนิ่งสองเรื่องหลังสุดของเขา (แม้คนดูบางส่วนอาจคาดหวังกับ "อีโรติก" มากกว่า "โรแมนติก" ก็ตาม)

     ในแง่ที่ทางของ "หนังเกย์" นั้นความดีความชอบน่าจะตกอยู่ที่ Brokeback Mountain แม้ว่ารายได้จะไม่ได้ถล่มทลาย(อยู่ในหลักเกินสิบล้านบาท) แต่กลับสร้างกระแสนิยมในอินเตอร์เน็ตสูงมาก ค่ายหนังน่าจะเล็งเห็นจุดนี้ว่าคนดูหนังชาวไทยเริ่มเปิดใจรับเรื่องราวความรักระหว่างเพศเดียวกันมากขึ้น (โดยเฉพาะชาย-ชาย) ในปีนี้เราจึงเห็นหนังที่ขายความเป็นเกย์อย่างชัดเจนออกมาหลายเรื่อง (รวมถึงเรื่องที่ไม่ได้โปรโมตประเด็นเกย์อย่างเต็มตัวแบบ รักแห่งสยาม)

     ถึงแม้หนังเกย์เมนสตรีมอย่าง เพื่อน กูรักมึงว่ะ จะทำรายได้ผิดฟอร์ม "หนังพจน์ อานนท์" ไปพอสมควร และหนังเกย์เรื่องอื่นๆอย่าง Boy Friend และ ClubM2 จะฉายแบบจำกัดโรงจำกัดเวลาที่อาร์ซีเอ แต่ปี 2550 ก็เป็นหลักไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ค่ายหนังและโรงหนังไทยเริ่มมีที่ว่างให้กับภาพยนตร์ที่มีประเด็นเพศที่สาม (นอกจากหนังตลกขายกะเทย หรือหนังที่นำเกย์มาเป็นตัวตลกเล่นมุขเก็บสบู่และลวนลามผู้ชาย) ในระดับหนึ่งแล้ว

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสาตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮียเมล์นรก หมวยยกล้อ