ถึงลูกถึงคนกับหนังไทย ๒๕๕๐ (Writer's Cut)
posted on 29 Feb 2008 21:56 by nanoguy in Article

บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Starpics ฉบับที่ 719 - ปักษ์หลังเดือนมกราคม 2551
แต่เวอร์ชั่นนี้ คือเวอร์ชั่นแรกสุดก่อนผ่านการ edit เพื่อลงหนังสือ
(เรียกแบบกระแดะๆว่า Writer's Cut นั่นเอง)
** รูปทั้งหมดที่ใส่ ไม่ใช่รูปเดียวกับในหนังสือ **
ในที่สุดปีหมูทองอันรุ่งโรจน์ก็ผ่านพ้นไปอีกครา ไพร่ฟ้าหน้าใสชาวไทยได้รับประชาธิปไตยกันอย่างเต็มที่ มีรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การลงประชามติที่โปร่งใสบริสุทธิ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่รัฐบาลให้สิทธิ์ประชาชนตัดสินใจลงประชามติเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และสำเร็จได้ด้วยดีไม่มีรอยด่างพร้อย ตามมาด้วยการเลือกตั้งที่ได้นำประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพกลับคืนสู่ดินแดนขวานทองอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยอีกครั้ง ได้ผู้นำประเทศที่มีภาพลักษณ์เป็นเลิศในสายตาประชาคมโลก การพูดจาสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพและใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลก็ไม่มีเอี่ยวกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่คิดทำร้ายทำลายประเทศด้วยการทุจริตคอรัปชั่นแบบไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขั้วอำนาจใหม่(?)ที่ใช้ปากกระบอกปืนเรียกร้องดอกกุหลาบจากประชาชน พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามก็ยอมรับในผลการเลือกตั้งแต่โดยดี พร้อมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ทำหน้าที่อย่างลำบากตรากตรำในการผดุงความยุติธรรมของประชาธิปไตย
นอกจากเรื่องใหญ่ระดับการปกครองประเทศแล้ว เรายังได้กระทรวงวัฒนธรรมที่เปิดใจรับฟังเหตุผลและความคิดเห็นของคนในวงการภาพยนตร์ พระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่จึงให้อำนาจฝั่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในการคุมเรื่องจัดเรตติ้งอย่างเต็มที่ โดยไม่มีคนของรัฐเข้ามาแทรกแซงหรือบังคับให้เซ็นเซอร์หรือแบนภาพยนตร์เรื่องใดๆ หรือเปลี่ยนบทภาพยนตร์ให้เป็นแบบที่รัฐต้องการแต่ถ่ายเดียว เพราะภาพยนตร์ก็ถือเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่ต้องได้รับการปกป้องจากการแทรกแซง.......
เฮ้ย!!! ตื่น!!!

บ้านผีแฝด ปะทะ บอดี้การ์ดเท่งโหน่งส่ายหน้าจับหมวยบ้านเล็กยกล้อ
"หนังไทยมันก็มีแต่ตลกกับผีล่ะวะ" คือคำกล่าวหาที่เราได้ยินกันจนชินหูมาหลายปี แต่ปี 2550 ได้พิสูจน์ตัวเองว่า ประชาชนคนไทยต้อนรับหนังตลกมากกว่าหนังผีชนิดเทียบกันไม่ติด แม้จำนวนออกฉายจะใกล้เคียงกัน (ตลก - 17, ผี - 11) แต่ดูจากรายได้โดยประมาณในสิบอันดับแรก กลับมีหนังตลกอยู่ถึง 6 เรื่อง (โดยที่ยังไม่ทราบรายได้สุดท้ายของ ก่อนบ่ายเดอะมูฟวี่ และ เหยินเป๋เหล่ เซมากูเตะ ที่ดูจากหน้าหนังแล้วมีโอกาสเบียดแทรกเข้าสิบอันดับแรกได้อย่างไม่ยากเย็น) ในขณะที่มีเพียงแฝด เป็นตัวแทนหนังผีในสิบอันดับแรก และมีหนังผีเพียงสองเรื่องเท่านั้นที่ทำรายได้แบบสมน้ำสมเนื้อ (อีกเรื่องคือ บ้านผีสิง) ในขณะที่เรื่องอื่นๆ กลับเก็บรายได้ไปแบบเจียมเนื้อเจียมตัวผิดฟอร์มหนังผีไทย
อีกด้านหนึ่งของหนังไทยที่เราเริ่มเห็นทวีจำนวนมากขึ้นคือหนังแอ็คชั่น (ตั้งแต่ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง เป็นต้นมา) ที่ในปีนี้เห็นออกฉายถึง 6 เรื่องด้วยกัน แต่ในด้านรายได้หากไม่นับตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งสองภาค เรื่องเดียวที่พอจะถือว่า "ได้เงิน" ก็คือ โอปปาติก เกิดอมตะ ที่หยุดตัวเลขอยู่ประมาณ 37 ล้านบาท (แต่ลงทุนสร้างไปร่วม 80 ล้าน แถมเลื่อนฉายมาเป็นปี เลยขาดทุนไปโดยปริยาย) อย่างไรก็ตาม หนังในกลุ่มนี้ยังพอหวังกับตลาดต่างประเทศได้ โดยเฉพาะถ้ามีดาราที่ฝรั่งรู้จักมากๆอย่าง โทนี่ จา ถึงแม้ในปี 2550 นี้เราอาจไม่เห็นความเติบโตของหนังแอ็คชั่นในยุค Post-ต้มยำกุ้ง มากนัก ซึ่งเราจะได้เห็นแบบชัดเจนมากขึ้นในปี 2551 ที่หนังแอ็คชั่นต่อคิวเข้าฉายแทบไม่ขาดตอนตลอดทั้งปี หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้รายได้ของหนังแอ็คชั่นจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไรก็ตาม (กรณีของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้งสองภาค ปัจจัยที่ทำให้รายได้ทะลุสองร้อยล้านบาทคือเรื่องของชาตินิยมมากกว่าแอ็คชั่น เราจึงพูดไม่ได้เต็มปากว่าคนดูหนังบ้านเรายังต้อนรับหนังแอ็คชั่นด้วยดี)
ในขณะที่หนังผีกำลังซบเซา หนังไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มช่วงชิงพื้นที่ออกฉายได้กลับกลายเป็น "หนังรัก" ที่มีออกฉายถึง 9 เรื่อง ทั้งในกลุ่มหนังตลาดและหนังทางเลือก แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือมีภาพยนตร์ที่มีประเด็นความรักของเพศเดียวกันเข้าฉายทั่วไปถึง 2 เรื่อง ได้แก่ เพื่อน กูรักมึงว่ะ และ รักแห่งสยาม (โดยไม่นับอนิเมชั่นเรื่อง Boy Friend แฟนผมเป็นผู้ชาย ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรงที่เฮาส์ อาร์ซีเอ) โดยที่ยังมี โกยเถอะเกย์ ของยุทธเลิศ สิปปภาค ที่ชูประเด็นชายรักชายเช่นกัน แต่ไม่ได้ขับเน้นประเด็นความรักเพศเดียวกันมากเท่าสองเรื่องดังกล่าว เพราะหนังมีเจตนาล้อเลียนหนังเกย์ออสการ์อย่าง Brokeback Mountain มากกว่า จึงจัดอยู่ในประเภทหนังตลก
จุดนี้อาจต้องยกความดีความชอบให้กับ Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ที่กวาดรายได้เป็นอันดับสามของปี 2549 ด้วยรายได้เกือบ 70 ล้านบาท ทั้งที่หน้าหนังไม่ได้ขายตลกหรือขายผี ที่ได้แผ้วถางทางสำหรับ "หนังรัก" เอาไว้เป็นอย่างดี อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายทุนกล้าลงทุนกับหนังรักมากขึ้นจนมีที่ทางของมันเองในตารางภาพยนตร์ที่เข้าฉายปี 2550 พร้อมกับการตอบรับอย่างน่าชื่นใจในหลักเกินสามสิบล้านบาท ต่อ Me Myself ขอให้รักจงเจริญ และ รักแห่งสยาม รวมถึงการกลับมา "ได้เงิน" ในประเทศอีกครั้งของเป็นเอก รัตนเรือง จาก พลอย หากเทียบกับรายได้จาหหนังเนิบนิ่งสองเรื่องหลังสุดของเขา (แม้คนดูบางส่วนอาจคาดหวังกับ "อีโรติก" มากกว่า "โรแมนติก" ก็ตาม)
ในแง่ที่ทางของ "หนังเกย์" นั้นความดีความชอบน่าจะตกอยู่ที่ Brokeback Mountain แม้ว่ารายได้จะไม่ได้ถล่มทลาย(อยู่ในหลักเกินสิบล้านบาท) แต่กลับสร้างกระแสนิยมในอินเตอร์เน็ตสูงมาก ค่ายหนังน่าจะเล็งเห็นจุดนี้ว่าคนดูหนังชาวไทยเริ่มเปิดใจรับเรื่องราวความรักระหว่างเพศเดียวกันมากขึ้น (โดยเฉพาะชาย-ชาย) ในปีนี้เราจึงเห็นหนังที่ขายความเป็นเกย์อย่างชัดเจนออกมาหลายเรื่อง (รวมถึงเรื่องที่ไม่ได้โปรโมตประเด็นเกย์อย่างเต็มตัวแบบ รักแห่งสยาม)
ถึงแม้หนังเกย์เมนสตรีมอย่าง เพื่อน กูรักมึงว่ะ จะทำรายได้ผิดฟอร์ม "หนังพจน์ อานนท์" ไปพอสมควร และหนังเกย์เรื่องอื่นๆอย่าง Boy Friend และ ClubM2 จะฉายแบบจำกัดโรงจำกัดเวลาที่อาร์ซีเอ แต่ปี 2550 ก็เป็นหลักไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ค่ายหนังและโรงหนังไทยเริ่มมีที่ว่างให้กับภาพยนตร์ที่มีประเด็นเพศที่สาม (นอกจากหนังตลกขายกะเทย หรือหนังที่นำเกย์มาเป็นตัวตลกเล่นมุขเก็บสบู่และลวนลามผู้ชาย) ในระดับหนึ่งแล้ว















15 อันดับหนังไทยทำเงินสูงสุดของปี 2550
(น่าจะทำให้พอเห็นภาพโดยรวมได้บ้าง)
รสชาติที่แปลกใหม่
นอกจากหนังตลก หนังผี และหนังรักที่เริ่มลงหลักปักฐานหาที่ทางได้แล้ว ในปี 2550 ยังมีหนังไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ถือว่าเป็นของใหม่ที่หาทานยากในแวดวงหนังไทยทั่วไป มีอยู่สองเรื่องที่ทำรายได้พอสมควร และเป็นจุดหนึ่งที่น่าจะทำให้ค่ายหนังลองเหลียวมองภาพยนตร์ไทยนอกจากแนวหากินได้ตลอดศกอย่างตลกกับผีดูบ้าง
เริ่มด้วย Final Score 365 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ แม้จะไม่ใช่สารคดีเรื่องแรกที่ได้เข้าฉายในโรงหนังบ้านเราแต่ก็ทำรายได้ไปแบบสมน้ำสมเนื้อที่ยี่สิบล้านต้นๆ ด้วยความชาญฉลาดในการโปรโมตหน้าหนังของ GTH ให้ผู้ชมไม่รู้สึกห่างเหินกับตัวหนังมากจนเกินไปในฐานะหนังสารคดี รวมถึงเรื่องราวช่วงสอบเอ็นทรานซ์ (ที่ของใหม่เรียกแอดมิชชั่น) และชีวิตสมัยม.6 สามารถเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่าย (ในทำนองเดียวกับ เขาชนไก่ ที่เข้าถึงมนุษย์เพศชายกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยที่เคยมีประสบการณ์ร่วมได้ไม่ยากเย็น)
มะหมา 4 ขาครับ เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่หาญกล้าแหวกกระแสด้วยการใช้สัตว์เป็นนักแสดงนำ (ลองนึกถึงหนังแนวหมาๆแมวๆจากญี่ปุ่นอย่าง The Adventures of Milo and Otis) ด้วยภาพลักษณ์ของหนังที่สดใสน่ารักไร้พิษภัยดูได้ทั้งครอบครัว จากหนังที่หน้าหนังเหมือนจะขายไม่ได้ในตลาดภาพยนตร์เมืองไทยและถูกกล่าวหาว่าไม่มีทางทำได้สำเร็จ กลับสามารถก้าวขึ้นสู่จุดที่เอาชนะหนังตลกหยาบคายหลายต่อหลายเรื่องได้อย่างน่าภาคภูมิใจทั้งรายได้เกือบหกสิบล้านบาทและเสียงตอบรับจากผู้ชม แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังไม่ใช่หนังที่ดีเพียบพร้อมในระดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ก็เป็นหนังที่คนดูพร้อมชื่นชมและแนะนำบอกต่อคนรู้จักอย่างเต็มใจ

นอกจากสองเรื่องที่พูดถึงไปแล้ว ยังมีหนังไทยเรื่องอื่นที่ค่อนข้างแหวกแนวจากหนังไทยปกติ แม้รายได้จะไม่มากมายหรือได้การตอบรับที่ดีจากผู้ชมมากนัก เช่น วิดีโอคลิป ที่กล้าหยิบประเด็นร้อนของสังคมอย่าง "คลิปหลุด" มาพัฒนาเป็นหนังทริลเลอร์เจือกลิ่นโรแมนติก และที่กล้ายิ่งกว่าคือการสอดแทรกประเด็นความรักระหว่างเพศเดียวกันเข้าไปในหนัง แม้ว่าคุณภาพโดยรวมจะยังออกมาไม่ดีเท่าไรนัก
เพียงแต่หนังในกลุ่มนี้ยังต้องอาศัยแนวทางเดิมๆในการประชาสัมพันธ์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชม อย่างเรื่องวิดีโอคลิปก็ยังต้องโปรโมตขายความเซ็กซี่ของดาราสาวอย่างปีใหม่-สุมนรัตน์ วัฒนาเศลารัตต์ ทั้งที่เธอปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ไม่ถึงสามนาที (คล้ายกับที่โปงลางสะดิ้ง ลำซิ่งส่ายหน้า ทำกับ บีม-กวี ตัณจรารักษ์) เพราะเชื่อว่าเธอจะเป็น "นางกวัก" เรียกคนดู (และเธอทำสำเร็จ...อย่างน้อยกับผมคนนึงล่ะ!!!)
ยังไงก็รัก ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของเดือนมีนาคม คือหนังอีกเรื่องที่อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะหนังพยายามพูดเรื่องความหมางเมินและเหินห่างในครอบครัว เพียงแต่หนังยังต้องอาศัย "ตลก" มาฉาบหน้าเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับคนดู ด้วยการออกแบบคาแรคเตอร์ตัวละครของไก่-สมพล และกิ๊ก-สุวัจนี ให้หลุดโลกทั้งรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรมรวมถึงสถานการณ์ที่สร้างความหมางเมินให้ครอบครัวนี้ จนกลายเป็นพลอยเวอร์ชั่นตลกขบขัน และลดทอนความเข้มข้นในประเด็นดราม่าที่หนังพยายามสื่อให้ผู้ชมรับรู้ไป เช่นเดียวกับ คนหิ้วหัว และ สายลับจับบ้านเล็ก ที่นำเสนอในรูปแบบเดียวกัน
อสุจ๊าก ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีเรื่องตลกใต้สะดือออกมาเป็นจุดขายหลักทั้งในตัวอย่างภาพยนตร์กับชื่อเรื่อง ทำให้คนดูจำนวนมากตีความว่าเป็นหนังตลกสัปดนหยาบโลนจนเมินหน้าหนีกันเป็นทิวแถว (แม้จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับเพศคล้ายกัน แต่เสียงตอบรับต่อหนัง "สัปดน" จะต่างกับ "อีโรติก" หรือ "เซ็กซี่" อย่างสิ้นเชิงในสังคมไทย เพราะคำว่าสัปดนมักมาเป็นแพ็คคู่กับคำว่า "ไร้สาระ" และ "น่ารังเกียจ") ทั้งที่จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้กำลังเสียดสีและสะท้อนวัฒนธรรมกับค่านิยมเรื่องเพศร่วมสมัยของสังคมไทยผ่านท่วงทำนองที่แตกต่างจากหนังไทยทั่วๆไป


นอกจากกลุ่มหนังตลก หนังที่สอดแทรกประเด็นอื่นๆภายใต้ genre หนังที่ขายได้ชัวร์ๆ ก็มีไม่น้อย อย่างในกลุ่มหนังผีก็มี บ้านผีสิง และ ผีจ้างหนัง ที่พยายามสอดแทรกเรื่องราวของความรักเข้ามาโดยขายความเป็นหนังสยองขวัญนำหน้า, วิญญาณ โลก คนตาย ที่มีประเด็นนำเสนอค่อนข้างแข็งแรงและรุนแรง ว่าด้วยการกระทำของผู้ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะทางจิตของเด็กติดตัวมาจนโต แต่ความพยายาม "เล่นหลอกผี" มากเกินไปของหนังทำให้บทภาพยนตร์จากที่ดูดีกลับกลายเป็นอ่อนแอไปอย่างน่าเสียดาย หรือไชยา ที่นำเสนอเรื่องราวดราม่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทและตีแผ่ความสกปรกหลังเวทีมวยไทย โดยพยายามขายความเป็นหนังแอ็คชั่นมวยไทย (โดยเฉพาะการโปรโมต เต้ ไชยา ในฐานะพระเอกผู้ลงทุนฝึกฝนมวยไชยามาจริงๆ ทั้งที่ปรากฏตัวบนจอแค่ราวสิบห้านาที) แต่ประชาชนไม่ค่อยต้อนรับนักจึงทำรายได้ไปไม่ถึงสิบล้านบาท (จนน่ากลัวว่าคนไทยจะเริ่มเบื่อหนังแอ็คชั่นหมัดๆมวยๆเสียแล้ว เพราะคุณภาพโดยรวมของต้มยำกุ้ง ที่ไม่อาจสร้างกระแสชื่นชมได้มากเท่า องค์บาก ก็น่าจะมีส่วนทำให้คนไทยบางส่วน "เข็ด" กับคุณภาพของหนังแอ็คชั่นไทย)



นอกจากนี้ ปี 2550 ยังเกิดการขยายตัวของหนังไทยจำกัดโรงอย่างเห็นได้ชัด(ถึงแม้ว่าคุณภาพโดยรวมของหนังกลุ่มนี้ยังไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า "ดี") เพราะมีหนังไทยอิสระทุนต่ำไม่พึ่งระบบสตูดิโอเข้าฉายถึง 4 เรื่องได้แก่ ClubM2 และ Boy Friend แฟนผมเป็นผู้ชาย ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ กับ Lullabye Before I Wake และ ดึกแล้วคุณขา(Bangkok Time) ที่โรงภาพยนตร์ลิโด จากแต่เดิมที่ภาพยนตร์ไทยฉายแบบจำกัดโรงมักเป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลจากเทศกาลต่างประเทศ (เช่น สัตว์ประหลาด! ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ก็เริ่มเปิดกว้างให้คนทำหนังนอกระบบที่ต้องการหาที่เผยแพร่ผลงานของตนเองอีกทางหนึ่ง เพราะจากสี่เรื่องมี ดึกแล้วคุณขา เพียงเรื่องเดียวที่ไม่ได้กำกับโดยผู้กำกับหน้าใหม่ และได้โอกาสเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯมาก่อน



แต่ก็ไม่ได้มีเพียง ดึกแล้วคุณขา ที่สร้างชื่อจากเทศกาลภาพยนตร์ หากไม่นับแสงศตวรรษที่ไปสร้างชื่อจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส (และถูกกองเซ็นเซอร์สั่งตัด 4 ฉากจนผู้กำกับตัดสินใจไม่ยอมฉายเวอร์ชั่นไม่สมบูรณ์ ดังรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป) ก็ยังมีโรงงานอารมณ์ หรือ Pleasure Factory ของเอกชัย เอื้อครองธรรม (Beautiful Boxer) ที่ร่วมทุนสร้างกับสิงคโปร์ เล่าเรื่องของย่านเกลัง(ซ่องถูกกฎหมายของสิงคโปร์) และพูดภาษาจีน น่าเสียดายที่การเข้าฉายในระบบสตูดิโอทำร้ายหนังพอสมควร ทั้งการฉายแบบพากย์ไทยในโรงภาพยนตร์ทั่วไป และถูกเซ็นเซอร์เสียย่อยยับ (มีโรงภาพยนตร์ลับแลเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ได้ฉายในฉบับสมบูรณ์) เช่นเดียวกับ พลอย ที่ถูกลดทอนความหวือหวาลงไปพอสมควรเมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ (แต่ยังโชคดีได้ออกดีวีดีลิขสิทธิ์ในฉบับ Director's Cut ไม่ต้องไปสรรหาแผ่นเถื่อนมาดูเต็มๆอย่าง สุดเสน่หา ที่คาดว่า โรงงานอารมณ์ ก็คงประสบชะตากรรมไม่แตกต่างกันนัก)


โรงงานอารมณ์ ไปสร้างชื่อที่คานส์โดยได้รับเลือกไปฉายในสาย Un Certain Regard (สายเดียวกับ สุดเสน่หา และ ฟ้าทะลายโจร) ส่วน พลอย ของผู้กำกับเสื้อลายขวางตามเทศกาลต่างประเทศก็ได้ฉายในสาย Director's Fortnight เทศกาลเดียวกัน แต่ยังมีหนังไทยเล็กๆอีกเรื่องหนึ่งจากผู้กำกับที่จับงานหนังยาวเป็นครั้งแรกออกฉาย World Premiere ที่เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ (ที่ยอมรับกันว่าเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชีย) โดยเป็นหนังไทยเรื่องแรกตั้งแต่ปี 2545 ที่ได้เข้าสายประกวดหลักในเทศกาลนี้ และได้จารึกหมุดหมายอีกตัวของภาพยนตร์ไทย เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลสูงสุดจากเทศกาลนี้ได้สำเร็จ ด้วยรางวัล Bean Pole New Currents Award คุ้มค่ากับที่ระดมทุนจากรอบด้าน ลงทุนลงแรงถ่ายทำและแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่านานถึงสองปี
ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อ Wonderful Town ของผู้กำกับชื่อ อาทิตย์ อัสสรัตน์
Wonderful Town เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่หยิบยกเหตุการณ์สีนามิครั้งใหญ่ในมหาสมุทรอินเดีย มาพัฒนาเป็นภาพยนตร์ เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสถาปนิกหนุ่มชื่อต้น ผู้เดินทางลงไปร่างแบบโรงแรมที่กำลังจะสร้างใหม่และ นา เจ้าของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งในตะกั่วป่า ที่นำพาไปสู่ความสัมพันธ์ที่คนในชุมชนไม่ยอมรับ พร้อมกับขยับขยายพื้นที่เรื่องราวไปถึงการสำรวจสภาพของตะกั่วป่าในช่วง aftershock จากเหตุการณ์ธรณีพิบัติหลังวันคริสต์มาสเมื่อปี 2547 (ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าแปดพันคนจากเหตุการณ์วิปโยคครั้งนี้ แต่กลับไม่เคยมีภาพยนตร์ที่พูดถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ออกฉาย) ผ่านการเล่าเรื่องที่เนิบช้าซึมลึก
นักวิจารณ์ต่างชาติกล่าวถึงหนังเรื่องนี้โดยเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ของ โหวเสี่ยวเสี้ยน อย่าง Good Bye, South, Good Bye ในแง่มุมของการนำเสนอภาพชนบท และเปรียบเทียบการวางจังหวะของเรื่องกับออกแบบตัวละครกับหนังของ เป็นเอก รัตนเรือง แต่อาทิตย์ก็ยังมีแนวทางเป็นของตนเอง ในอีกแง่มุมหนึ่ง หนังยังเข้าถึงสภาพจิตใจของผู้คนในสถานที่แห่งความสูญเสียที่ต้องการสร้างตัวเองขึ้นมาอีกครั้งได้ดีเลิศและสง่างาม พร้อมกับเสียงกีตาร์ในดนตรีประกอบของ ไจ้กู่หนิง และ โคอิจิ ชิมิสึ (เจ้าของดนตรีประกอบแปลกหูในหนังไทยหลายเรื่องทั้ง พลอย, คำพิพากษาของมหาสมุทร และ แสงศตวรรษ) ก็ติดหูตรึงใจและน่าจดจำ และสิ่งที่คนดูจะได้จากหนังเรื่องนี้ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่โสตสัมผัสของแต่ละคน เพราะหนังเปี่ยมด้วยแง่มุมหลากหลายที่พร้อมจะกระทบใจคนดูที่ทุกเหลี่ยมมุมของหัวใจ
สิ่งที่น่าปลื้มใจจากเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ไม่ได้มีเพียงแค่รางวัลแรกของหนังไทยที่นี่ หากแต่ผลพลอยได้จากรางวัลนั้นเองที่ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงของอาทิตย์และบริษัท ป๊อป พิคเจอร์ กับหนังเรื่องนี้ กับเงินทุนร่วมสามล้านบาทที่ได้จากปูซานเพื่อเปลี่ยนไฟล์ดิจิตอลของ Wonderful Town เป็นฟิล์ม 35 มม. และทุน Hubert Bals Fund จากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
หากแต่จะน่าปลื้มใจกว่านั้น ถ้า Wonderful Town จะได้ออกฉายสู่สายตาคนไทยในปี 2551 นี้ โดยไม่ประสบชะตากรรมวิบากเหมือนกับที่อภิชาติพงศ์และ แสงศตวรรษ ต้องเผชิญ....
ดิ้นรนสู่ "แสงศตวรรษ"
แสงศตวรรษ หรือ Syndromes and a Century พลาดรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปี 2006 มาอย่างน่าเสียดายโดยพ่ายให้กับ The Golden Door ภาพยนตร์จากประเทศเจ้าภาพ (ที่คนไทยได้มีโอกาสชมแล้วจำนวนหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบันออกดีวีดีลิขสิทธิ์แล้วแบบเหนือความคาดหมาย สามารถหามาชมเพื่อพิสูจน์เปรียบเทียบกับตัวแทนประเทศไทยได้ตามสะดวก) แต่นิตยสาร Film Comment ที่มีชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์นอกกระแสของอเมริกา ยกให้หนังไทยเรื่องนี้ติดอันดับภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในปี 2006 ที่ยังไม่ได้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เหนือหนังของผู้กำกับระดับโลกหลายคน ทั้ง ไฉ้หมิงเลี่ยง(I Don't Want to Sleep Alone), เจี่ยจางเคอะ(Still Life) และ อแล็ง เรอเน่ส์(หนึ่งในผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ฝรั่งเศส เรื่อง Private Fears in Public Places)
ข่าวที่น่ายินดีในช่วงแรกคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทยในวันที่ 19 เมษายน แม้จะแค่สองโรงคือที่ เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ และ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ แต่ก็เป็นเรื่องปกติของภาพยนตร์อิสระที่กลุ่มคนดูไม่กว้างนัก และยิ่งไปกว่านั้น ผู้โชคดีจำนวนหนึ่งที่ได้ชมในรอบสื่อมวลชนก็กล่าวยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้แบบแทบเป็นเอกฉันท์ หลายคนถึงกับยกให้ติด 1 ใน 10 ของปี 2007 ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ลางร้ายก็เริ่มปรากฏ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ได้มีมติให้ตัดฉากในภาพยนตร์ออกถึง 4 ฉาก อันได้แก่ พระสงฆ์เล่นกีตาร์, พระสงฆ์เล่นจานบินบังคับวิทยุ, แพทย์ดื่มเหล้า และ แพทย์จูบกับแฟนสาวแล้วอวัยวะเพศตื่นตัว ซึ่งทั้งสี่ฉากนี้เป็นผลจากการเชิญตัวแทนของกรมการศาสนาและนิติกรของแพทยสภา มาร่วมพิจารณาภาพยนตร์ด้วย



เมื่อทราบว่าภาพยนตร์ของเขาต้องถูกตัดถึงสี่ฉากจึงออกฉายในบ้านเกิดได้ เจ้ย-อภิชาตพงศ์ จึงตัดสินใจถอนภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษออกจากการฉาย แต่เรื่องกลับไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อกองเซ็นเซอร์กระทำตนปานประหนึ่งกองเซ็นเซอร์ประเทศจีน ด้วยการไม่ยอมคืนฟิล์มต้นฉบับให้ โดยอ้างว่ากลัวทีมงานนำกลับไปตัดใหม่เพื่อนำมาเข้าพิจารณาอีกครั้ง หรือนำไปออกฉายในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้กองเซ็นเซอร์มีความผิด (ทั้งที่ทางทีมงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่า จะไม่นำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเด็ดขาด หากต้องฉายในฉบับที่ไม่สมบูรณ์) โดยต้องให้กองเซ็นเซอร์นำฟิล์มไปเข้ากระบวนการตัดให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน
"ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป" - คืออีเมล์ของอภิชาตพงศ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ที่ส่งกลับมาที่ประเทศไทย (ตอนที่เกิดเหตุการณ์ เขาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา) สิ่งที่กองเซ็นเซอร์ทำ ก็ไม่ต่างกับการจับลูกของคนอื่นเป็นตัวประกัน โดยยื่นเงื่อนไขว่า ต้องยอมให้ตัดแขนตัดขาลูกเอ็งก่อน ข้าถึงจะคืนลูกให้เอ็งได้
สิ่งที่เราต้องบันทึกไว้คือเหตุผลเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเก่าๆอย่างที่เราเจอกันอีกต่อไป จากแต่เดิมที่การเซ็นเซอร์มักพูดถึงการปกป้องเยาวชนหรือวัฒนธรรมเป็นสาเหตุหลัก การเซ็นเซอร์ทั้งสี่ฉากนี้กลับมีนัยยะสำคัญอยู่ที่การปกป้องภาพลักษณ์วิชาชีพมากจนเกินพอดี โดยมีหลักฐานจากคำสัมภาษณ์ของนิติกรแพทยสภา เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ที่ว่า "อาจเป็นเรื่องปกติที่หมอจะดื่มเหล้าหรือกอดจูบกับคนรัก แต่ภาพที่เห็นในหนังเป็นภาพในโรงพยาบาล ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเข้าใจว่านั่นคือชีวิตปกติของหมอ หรือหมอจะทำอะไรในโรงพยาบาลก็ได้ จึงเห็นว่าควรจะให้เกียรติสถานที่ด้วย" นอกจากจะมีนัยยะเกี่ยวกับการพยายามสร้างภาพสวยหรูให้วิชาชีพแล้ว ยังดูถูกสติปัญญาของคนดูหนังอีกด้วยว่าแยกแยะโลกแห่งความจริงกับโลกภาพยนตร์ไม่ออก จนเหมารวมว่าหมอทุกคนบนโลกนี้ต้องกินเหล้าหรือจูบกับคนรักในโรงพยาบาลกันเกลื่อนกลาดไปหมด (ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาไม่บอกว่า กลัวคนคิดว่าหมออย่างในเรื่อง กระสือวาเลนไทน์, กับ บอดี้ ศพ#19 ทำให้คนเหมารวมว่าหมอเป็นฆาตกร เมื่อยิ่งรวมกับเหตุการณ์หมอฆ่าเมียทั้งหลายที่ปรากฏตามสื่อ น่าจะเป็นข้อหาที่มีน้ำหนักกว่า "หมอไทยขี้เมา แถมชอบเอาแฟนในเวลาทำงาน")

เช่นเดียวกับกรณีของตัวละครพระสงฆ์ ถึงแม้ว่าการเล่นกีตาร์จะผิดศีล 8 (ข้อที่ 7 ว่าด้วยห้ามการขับฟ้อนบรรเลงฯ - ในขณะที่การเล่นจานบินบังคับวิทยุมีความผิดไม่ชัดเจนนัก) ก็ไม่ควรนำมาเป็นเหตุผลในการตัดฉากนั้น เพราะถ้าถือมาตรฐานบิดเบี้ยวอย่างนี้แล้ว ก็คงต้องตามไปตัดภาพการกระทำทุกอย่างที่ผิดศีล 5 ในภาพยนตร์ทุกเรื่องบนโลก แล้วถ้าเช่นนั้นหนังทุกเรื่องในโลกคงต้องไม่มีตัวร้ายอีกเลยหลังจากนี้
นี่คือการล่วงล้ำอธิปไตยของคนทำงานศิลปะอย่างร้ายแรงจากตัวแทนของวิชาชีพ ซึ่งที่แท้จริงแล้วก็แทบไม่ต่างกับการล่วงล้ำอธิปไตยของชาติอื่น เช่นการเรียกร้องห้ามฉายเรื่อง Ghost Game: ล่า-ท้า-ผี จากประเทศกัมพูชา, การขอร้องให้ห้ามฉาย หมากเตะโลกตะลึง จากประเทศลาว และ ถอดโปรแกรมเรื่อง Persepolis ออกจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ตามคำขอแกมบังคับของสถานทูตอิหร่าน ทั้งที่ความไม่พอใจนั้นเป็นแค่ของประเทศ(หรือวิชาชีพ)นั้นๆ แต่กลับมาปิดกั้นสิทธิอันบริสุทธิ์ของผู้อื่นที่จะได้รับชมผลงานที่รังสรรค์ขึ้นมาบนโลกใบนี้
หลังจากเหตุการณ์นี้กลายเป็น talk of the town จึงเกิดกลุ่ม Free Thai Cinema Movement เรียกร้องสิทธิของภาพยนตร์ไทยให้พ้นจากกรอบการเซ็นเซอร์ ที่ใช้พระราชบัญญัติภาพยนตร์ตัวเดิมมาถึง 77 ปี ตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย จนถึงปัจจุบันใน petition online ที่ให้ลงชื่อสนับสนุนการเรียกร้องเสรีภาพของภาพยนตร์ไทย จนถึงตอนนี้มีผู้ลงนามสนับสนุนแล้วเกือบแปดพันรายชื่อ
ในขณะเดียวกัน คนในวงการภาพยนตร์ส่วนหนึ่งนำโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล และนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย(คนเก่า) ปรัชญา ปิ่นแก้ว ก็เดินทางเข้ายื่นเรื่องสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้บรรจุ "ภาพยนตร์" ลงเป็นหนึ่งในประเภทของสื่อสารมวลชน เช่นเดียวกับ โทรทัศน์, วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในทำนองเดียวกับสื่อทั้งสาม แม้ว่าหลังจากนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จะประกาศหลังการลงประชามติรับร่างฯไปเรียบร้อยแล้ว โดยยังไร้เงา "ภาพยนตร์" ในมาตราที่ว่าด้วยสื่อสารมวลชนก็ตาม
หลังจากนั้นจึงเกิดกระบวนการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ เพื่อใช้แทนตัวเก่าที่ใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2473 และเปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบเรตติ้งแทนการเซ็นเซอร์ที่มีมาแต่เดิม ซึ่งก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะพระราชบัญญัติเวอร์ชั่นของคนทำหนังกับเวอร์ชั่นกระทรวงวัฒนธรรมนั้นวางอยู่บนพื้นฐานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฝ่ายคนในวงการภาพยนตร์นั้นเรียกร้องระบบเรตติ้งแบบที่ใช้ทั่วไปในต่างประเทศ คือมีเพียงการพิจารณาเรตเท่านั้น แต่ฝ่ายกระทรวงวัฒนธรรมยังต้องการให้คงการเซ็นเซอร์และ "แบน" ภาพยนตร์อยู่เหมือนเดิม
พระราชบัญญัติภาพยนตร์ร่างแรกหลังเหตุการณ์มีเรตภาพยนตร์ได้แก่
-
- ทั่วไป
-
- เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีต้องชมพร้อมผู้ปกครอง
-
- ผู้อายุต่ำกว่า 18 ปีห้ามชม
-
- ห้ามฉายในราชอาณาจักร
พร้อมกับอำนาจของกองเซ็นเซอร์ที่สามารถสั่งให้แก้บทภาพยนตร์ได้ระหว่างถ่ายทำ สั่งตัดฉากที่ไม่เหมาะสม (ตามความคิดของกองเซ็นเซอร์) ออกได้ และสัดส่วนของคณะกรรมการที่ในที่สุดก็ยังกระจุกตัวอยู่ที่คนของภาครัฐอย่าง กระทรวงวัฒนธรรม หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหมือนเดิม (โดยที่มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์แห่งชาติ) แน่นอนว่าสร้างกระแสความไม่พอใจให้กับคนที่ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับมีกระแสที่สร้างความสับสนว่า ตกลงแล้วจะมีพระราชบัญญัติภาพยนตร์กี่เวอร์ชั่น ของใครบ้าง หน้าตาอย่างไร เผด็จการแค่ไหน อยู่ตลอดเวลา รวมถึงความล้มเหลวในการทดลองจัดเรตขั้นเริ่มต้น เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์จนต้องพับโครงการไปก่อน
จนถึงช่วงก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใหม่เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ที่เร่งออกกฎหมายให้ทันวันเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน) พระราชบัญญัติร่างนี้ได้รับการยืนยันว่าผ่านความเห็นชอบของสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติแล้ว แต่ก็ได้สร้างความแตกตื่นในวงกว้างอีกครั้ง เพราะในร่างนี้ได้แบ่งเรตออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้
-
- ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และควรส่งเสริมให้มีการดู
-
- ภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้ชมทุกวัย
-
- ภาพยนตร์ที่บุคคลอายุต่ำกว่า 13 ปีดูได้พร้อมกับผู้ปกครอง
-
- ภาพยนตร์ที่ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีดู
-
- ภาพยนตร์ที่ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 25 ปีดู
-
- ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
และภาพยนตร์ที่จะฉายในสถานที่สาธารณะ (เช่น หนังกลางแปลง) อนุญาตให้ฉายเฉพาะภาพยนตร์ในสองเรตแรกเท่านั้น โดยยังคงอำนาจในการแบน, ตัด, เซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของคณะกรรมการฯเอาไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนกับร่างแรกที่ออกมา พร้อมกับเพิ่มอำนาจในการห้ามส่งภาพยนตร์ออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาต (เหมือนหลักการของกองเซ็นเซอร์ประเทศจีน) และการควบคุมภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้นำเสนอภาพของประเทศไทยในทางลบ
อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติที่อยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นคือร่างแรกสุด (ที่มีเรต 15 กับ 18) สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ และกลุ่ม Free Thai Cinema Movement ก็ได้ยื่นขอแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยขอให้เพิ่มสัดส่วนตัวแทนของภาครัฐและเอกชนให้สมดุลเหมาะสมกัน ตัดเรตห้ามฉายในราชอาณาจักรออก และลดทอนอำนาจของคณะกรรมการฯ ให้ทำได้เพียงเสนอแนะเรื่องฉากหรือบทภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสม ไม่มีอำนาจสั่งตัดเป็นสิทธิ์ขาด
ท้ายที่สุดแล้ว คำขอของกลุ่มเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ก็ไม่เป็นผล เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านพระราชบัญญัติภาพยนตร์ฉบับใหม่ออกมาก่อนการเลือกตั้ง (โดยคาดว่าก็ไม่ได้สนใจอ่านมากมายนัก เพราะจุดประสงค์หลักอยู่ที่ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่ต้องพิจารณาเป็นกฎหมายชิ้นสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 23 จึงต้องรีบผ่านๆกฎหมายก่อนหน้าให้เร็วที่สุด เพราะจะไม่ทันเวลา) และพระราชบัญญัติภาพยนตร์ที่ผ่านการพิจารณาแล้วได้แบ่งเรตภาพยนตร์ออกเป็น 7 เรตดังนี้
-
- ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
-
- ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
-
- ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป
-
- ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
-
- ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
-
- ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู
-
- ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
ข้อเรียกร้องเรื่องการลดอำนาจของคณะกรรมการฯ ว่าด้วยการสั่งตัดภาพยนตร์ก็ไม่เป็นผล และยิ่งไปกว่านั้นในสัดส่วนของคณะกรรมการฯ ยังได้เพิ่มตัวแทนภาครัฐอย่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้แทนกระทรวง ICT เข้ามาอีกด้วย และแก้ไขหลักเกณฑ์การเซ็นเซอร์จากแต่เดิมที่พูดถึงเรื่องศีลธรรม เพิ่มเรื่องของ "ความมั่นคงของรัฐ" และ "เกียรติภูมิของประเทศไทย" เข้าไปอีกส่วนหนึ่ง และคงความเข้มงวดกับภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย เช่นเดิม.....
สุดท้าย แสงศตวรรษแห่งเสรีภาพ ก็ยังคงเป็นเพียง แสงที่มองไม่เห็น ของสังคมไทย ต้องรอดูกันต่อไปว่าหลังจากเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะมีความเปลี่ยนแปลงความคืบหน้าอย่างไรบ้างหลังจากนี้ เพื่อเสรีภาพที่ทั้งคนทำหนังและคนดูหนังสัญชาติไทยควรจะได้รับอย่างเต็มที่เหมือนอย่างนานาอารยประเทศเสียที
ส่งท้ายปี : ปรากฏการณ์ "รักแห่งสยาม"
เนื้อเรื่องจริงๆของ รักแห่งสยาม ไม่เคยถูกปิดบังในการสัมภาษณ์ผู้กำกับในแต่ละครั้ง แต่ความจริงข้อนี้ก็แทบถูกกลบไปในบัดดล เมื่อผู้คนเห็นตัวอย่างหนังและสื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ และพาลคิดไปว่า "นี่คือ Seasons Change ที่ย้ายโลเกชั่นมาสยาม" จนกลายเป็นเหตุการณ์หลอกลวงประชาชนครั้งใหญ่ในความคิดของคนบางกลุ่ม เมื่อพวกเขารับไม่ได้กับฉากเด็กชายสองคนแสดงความรักต่อกัน
แม้ว่ากระแสในอินเตอร์เน็ตหลังจากหนังเข้าฉายไประยะหนึ่ง จะมีผลออกมาในทางบวกมากกว่าทางลบมากโข แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะยังพบกับคนที่อคติกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยการยัดเยียดคำว่า "หนังเกย์" ให้หนังเรื่องนี้อยู่ทั่วไป (ทั้งคนที่ดูหนังแล้ว กับคนที่เมินหนังเรื่องนี้ทันทีหลังจากรู้ว่ามีฉากนั้น) ด้วยความรู้สึกเหมือนกับถูกทรยศ หรือถูกหลอกให้ไปดูของแสลงน่าขยะแขยงรังเกียจ
นักวิจารณ์ท่านหนึ่งได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ว่า "...นอกจากถูกครอบงำโดย Heterosexism (อคติต่อเพศที่สาม) แล้ว เรายังถูกครอบงำด้วยลัทธิชายเป็นใหญ่ด้วยใช่ไหม?" คำกล่าวนี้ตรงกับความเป็นจริงสูงมาก เพราะหากลองมองย้อนกลับไปในปีนี้ ก็มีภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งเช่นกันที่โปรโมตโดยปิดบังประเด็นเกี่ยวกับเพศที่สามที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนั่นคือ วิดีโอคลิป ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านหรือ "มึงหลอกกู" เหมือนที่ รักแห่งสยาม ต้องเผชิญในช่วงแรกที่หนังออกฉาย
แน่นอน สาเหตุข้อหนึ่งคือตัวอย่างหนังไม่ได้สร้างกระแสให้คนแห่แหนไปดูในช่วงแรกเหมือน รักแห่งสยาม แต่สาเหตุหลักอีกข้อหนึ่งก็คือ ในวิดีโอคลิปนั้นเป็นการแสดงความรักต่อกันระหว่าง "เพศหญิง" เสียงตอบรับที่เราเห็นจึงไม่ออกมาเป็นแง่ลบแต่เป็นเสียงชื่นชมในความเซ็กซี่และความกล้าของนักแสดงหญิงวัยรุ่นทั้งสองที่เล่นบทเลิฟซีนเลสเบี้ยนอย่างถึงพริกถึงขิง (โดยที่ยังไม่ต้องมองกว้างไปถึงการวางเฉยต่อการโปรโมตของ ไชยา ที่เสียงตอบรับเกี่ยวกับการโปรโมตต่างจาก รักแห่งสยาม อย่างสิ้นเชิง)
ถึงแม้จะเจอกระแสต่อต้าน แต่รักแห่งสยามก็ยังสร้างกระแสปากต่อปากในด้านบวกควบคู่กันไปได้ (จะด้วยเพลงประกอบที่ไพเราะ การแสดงอันเยี่ยมยอด บทภาพยนตร์ที่ละเอียดและเข้าถึงอารมณ์คนดู หรือพระเอกหล่อ ก็สุดแท้แต่) จนกวาดรายได้ไปร่วม 40 ล้านบาท ทั้งที่เป็นหนังดราม่าหนักๆซึ่งไม่ถูกคอคนดูหนังเมืองไทยเท่าไหร่นัก แถมยังมีความยาวร่วมสองชั่วโมงครึ่ง รวมถึงการยืนโรงฉายนานข้ามปีที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema และการเป็นตัวเต็งรางวัลใหญ่ในแทบทุกสถาบันรางวัลหนังไทยช่วงต้นปี 2551 พร้อมๆกับกระแสการต่อต้านที่ค่อยๆลดลงเหลือเพียงประปราย
ทิศทางของหนังไทยต่อจากนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะทั้งคนทำหนังและนายทุนน่าจะกล้าลงทุนกับหนังรัก และหนังรักที่กว้างกว่าขอบเขต ชาย-หญิง มากขึ้น มะเดี่ยว-ชูเกียรติ เคยให้สัมภาษณ์ขอบคุณ Brokeback Mountain ที่เป็นส่วนช่วยในด้านการยอมรับเพศที่สามของคนดูหนังไทยในระดับหนึ่ง เมื่อคราวที่เข้ามาสร้างกระแส ในอนาคตอาจมีผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ออกมากล่าวขอบคุณ รักแห่งสยาม ด้วยสาเหตุเดียวกันก็เป็นได้
นอกจากในแง่ของความดีด้านศิลปะของตัวหนัง ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำหน้าที่สะท้อนภาพความคิดในจิตใต้สำนึกของสังคมไทย เมื่อดูจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเรามักได้ยินว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อเพศที่สามมากกว่าประเทศรอบข้าง แต่จากเหตุการณ์นี้เราจึงได้เห็นว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่มองการแสดงความรักระหว่างชายกับชายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง (ทั้งที่โต้งกับมิวยังไม่ถึงขั้น make love กัน) จนถึงกับเรียกร้องให้ต้องประกาศเตือนในตัวอย่างภาพยนตร์ ทั้งๆที่รักแห่งสยามยังมีแง่มุมความรักด้านอื่นที่ไม่ใช่ความรักระหว่างชายกับชาย การประกาศเช่นนั้นรังแต่จะสร้างภาพของ "หนังเฉพาะกลุ่ม" ให้กับหนังเรื่องนี้โดยไม่จำเป็น เพราะหนังไม่ได้เน้นประเด็นนี้ทั้งเรื่องเหมือนกับ เพื่อน กูรักมึงว่ะ หนังที่ประกาศตนว่าเป็นหนังเกย์เต็มตัว และทำรายได้ไม่เข้าเป้าด้วยภาพของความเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม
หากจะพูดว่า รักแห่งสยามได้ "เบิ่งเนตร" ให้เราสังเกตเห็นภาพจริงของสังคมไทยปัจจุบัน ก็คงไม่ผิดไปจากความจริงนัก
ถึงแม้หัวหาดของตารางหนังทำเงินไทยจะยังถูกยึดครองโดยหนังตลก แถมยังต้องล้มลุกคลุกคลานกับวิบากกรรมการเซ็นเซอร์ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ แต่ก็มีหนังที่สร้างปรากฏการณ์และลงหลักปักฐานทิศทางใหม่ๆ เรายังไม่ทราบอนาคตว่าจะเป็นนี่จะเพียงแค่แสงพลุที่สว่างอยู่ชั่วครู่ชั่วคราว หรือเป็นแสงดาวที่จะส่องสว่างอยู่ต่อไปในวงการภาพยนตร์ไทย หรือจะเป็นเพียงแค่แสงที่มองไม่เห็นและดับไปอย่างไม่มีวันกลับ...
ต้องตามดูกันยาวๆ ตั้งแต่ปี 2551 นี้เป็นต้นไป... (หวังว่าคงจะไม่ "ชวด" นะ)
ช่วงหลังๆ ผมซื้อมาอ่านแต่บทวิจารณ์ต่างประเทศน่ะ
ไม่ค่อยได้อ่านส่วนอื่นเท่าไหร่
แต่ก็ชักเซ็งตรงที่เปลี่ยนคนเรียบเรียง ผิดเยอะ หนังน้อยลง พวกหนังชนโรงก็ไม่มี
จากแต่ก่อนที่อยากอ่านเรื่องไหน เปิดย้อนดูแทบจะมีทุกเรื่อง
#1 By aloneagain (124.120.29.141) on 2008-03-01 03:35