Nanoguy Awards 2007

posted on 05 Feb 2008 16:55 by nanoguy in Movies

ในที่สุด ก็ถึงเวลาอันเป็นมงคล(เสียที) สำหรับการมอบรางวัลอันทรงเกียรติในวงการภาพยนตร์อย่าง Nanoguy Awards ซึ่งจัดมาเป็นครั้งที่สามแล้ว
(ฐานข้อมูลที่บันทึกผลของสองครั้งแรกนั้น ได้ถูกไวรัส "พันทิปปิสซึ่ม" ทำลายไปอย่างไม่มีชิ้นดีและไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน เป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าแค้นใจอย่างยิ่ง)

แน่นอนว่า งานประกาศรางวัลของเรายังได้รับการสนับสนุนและการตอบรับจากนักแสดงทั่วโลกเช่นเคย มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง และเป็นรางวัลที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุดรางวัลหนึ่งบนโลกนี้ 5555555

 



เริ่มด้วยรางวัลพิเศษประเดิมกันก่อนกับ The Most Impressive Non-Cinema Experience มอบให้กับประสบการณ์อันน่าประทับใจของคณะกรรมการ อันไม่เกี่ยวข้องกับสื่อภาพยนตร์ สำหรับในปีนี้ขอมอบให้กับละครเวทีที่ไม่ได้มีงบประมาณแฟชั่นอลังการ หรือต้องเล่นที่รัชดาลัยเธียเตอร์ (เพราะคณะกรรมการไม่มีเงินไปดูนั่นแหละ พูดง่ายๆ) แต่เพียบพร้อมทั้งเนื้อหาและการแสดงอย่างยิ่งเรื่องนี้

When I Slept over the Night of Revolution

When I Slept over the Night of Revolution
(ขอเชิญคุณ นินาท บุญโพธิ์ทอง ผู้กำกับ ขึ้นมารับรางวัลด้วยครับ)

     โดยส่วนตัวคณะกรรมการนั้นไม่ค่อยได้ดูละครเวทีมากนัก แม้ว่าคณะละครต่างๆจะมีเทศกาลรวมตัวกันปีละครั้ง หรือจะเปิดแสดงอยู่เรื่อยๆตามสถานที่ต่างๆ (แม้แต่ละครถาปัด ละครนิเทศ คณะกรรมการก็ไม่ค่อยจะได้ดูนัก.. ด้วยความงกเงิน!!) แต่สำหรับละครเวทีเรื่องนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นความบังเอิญหลายอย่างที่ซ้อนทับกัน ทั้งชื่อเรื่องที่สะกิดใจ แถมยัง highly recommend จากคนที่เคยไปชมมาก่อนหน้านี้ และที่สำคัญก็คือคณะกรรมการรู้จักกับพระเอก (555+) แถมยังเล่นที่แกลเลอรี่บนโรงหนังลิโด ซึ่งไม่ไกลคณะกรรมการมากนัก (คำว่าไม่ไกลในที่นี้คือ.. เดินไปได้น่ะ)
     ถึงแม้ว่าจะไม่เคยอ่าน หรือดู Hamlet เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้มาก็ไม่น่าเป็นปัญหา เราเพียงรับรู้เรื่องราวที่หนังบอกเราก็พอ ว่าด้วยแฮมเล็ตซึ่งเป็นเจ้าชาย ผู้จมอยู่กับความแค้นต่ออา ที่วางแผนฆ่าพ่อของเขาที่เป็นราชา มิหนำซ้ำเกอร์ทรูดแม่ของเขา ยังยอมตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานใหม่กับอา ทั้งที่พ่อเสียไปยังไม่ทันข้ามคืน โดยทั้งหมดนี้เล่าผ่านความฝันของเด็กชายคนหนึ่งที่เผลอหลับไปหน้าคอมพิวเตอร์ ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 (แต่สำหรับคนที่เคยรู้เรื่องแฮมเล็ตเวอร์ชั่นต้นฉบับมา น่าจะเห็นมุมมองใหม่ๆ จากละครเวทีเรื่องนี้มากมาย)
     แม้ว่าการเลือกใช้เพลงที่ค่อนข้าง popular หรือว่าร่วมสมัยอย่างเพลงของThe Beatles มาประกอบกับเรื่องราวค่อนข้างย้อนยุคจะไม่ใช่เทคนิคที่แปลกใหม่ (หนังอย่าง Marie Antoinette หรือ Sakuran ก็ใช้วิธีการนี้เช่นเดียวกัน และได้ผลดีเสียด้วย รวมถึงหนังเพลงอย่าง Moulin Rouge! ที่เลือกใช้เพลงเก่าๆมาล้อเลียน ตั้งแต่เพลงจาก The Sound of Music มาจนถึงเพลงของ Nirvana ผสมผสานกับเพลงที่แต่งขึ้นใหม่) แต่การเลือกใช้เพลงส่วนใหญ่ของละครเวทีเรื่องนี้ส่งเสริมเนื้อเรื่องและทรงพลังมากๆ ในบางช่วงบางตอนยังทำได้ดูดีกว่าหนังเพลงบีทเทิลส์อย่าง Across the Universe ด้วยซ้ำไป
     นอกจากนี้ หนังยังค่อนข้างกล้าหาญ ด้วยการให้ตัวละครอาที่เป็นราชา พูดพร่ำถึงอาการสำนึกผิดที่ได้ฆ่าพี่ชายตัวเอง ด้วยการอวดอ้าง "ความจำเป็น" กับคนดู (ในแวบแรกผมคิดถึง 6 ตุลาคม 2519.. แต่ไปๆมาๆ ช่างชวนให้คิดถึงคดีที่ดำมืดมาตลอดรัชสมัยมากกว่า) ซึ่ง ณ จุดนั้นละครเรื่องนี้ก็เริ่มไต่ระดับอารมณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงท้ายที่ใช้ตัวละครสองคนเล่นเป็นแฮมเล็ต เพื่อแสดงอาการจิตใจสับสนกระวนกระวาย รวมถึงการสลับตัวละครระหว่างราชาองค์ใหม่กับราชินีเกอร์ทรูด เพื่อนำไปสู่บทสรุปอันแสนเศร้าและเจ็บแสบอย่างยิ่ง
     ละครเรื่องนี้แสดงให้เราเห็นมาตลอดเวลาว่าแฮมเล็ตนั้นรักเกอร์ทรูดผู้เป็นแม่มากแค่ไหน และเจ็บปวดปานใดที่แม่ยอมแต่งงานกับอา เขาทั้งแกล้งเป็นบ้า พยายามวางแผนต่างๆนานาเพื่อล้างแค้น สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนมากมาย ก่อนที่สุดท้ายเมื่อทุกอย่างถึงจุดพีคในตอนที่ตัวละครราชาและราชินีสลับตัวกัน... แฮมเล็ตเดินเข้าไปสวมกอดแม่(ในคราบราชา) พร้อมเอ่ยคำขอโทษอย่างเจ็บปวด.. หนักหนาไปกว่านั้น เขาเดินออกมาขอโทษคนดูที่ก่อความวุ่นวายปั่นป่วนทั้งหลายในเรื่อง!!! และละครเรื่องนี้ก็จบลงด้วยเพลง Let It Be ที่แม้จะบอกให้เราปล่อยวาง แต่กลับกระแทกความรู้สึกอย่างซึมลึก
     มันคงเจ็บปวดเหมือนกัน.. ถ้าเราเห็นคนที่เรารักยอม "รวมร่าง" กับอะไรบางอย่างที่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่ามันผิด มันชั่วร้าย มันเลวทราม แต่ด้วยความรักที่เรามีให้เขา ทำให้เรายอมสยบทุกอย่าง เข้าไปสวมกอดเขา ขอโทษเขาที่ก่อความวุ่นวาย พร่ำคำสัญญาว่าต่อจากนี้เราจะทำตัวดีดี จะอยู่เงียบๆ จะสมานฉันท์สามัคคี ไหนๆกูก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่ คนที่กูรักกูเทิดทูนเขาชอบไอ้เลวนี่.. กูจะทำอะไรได้วะ นอกจากปล่อยให้มันเป็นไปตามโชคชะตา.... ดั่งเนื้อเพลงที่ว่าไว้..
     Speaking words of wisdom..... LET IT BE
    
นั่นแหละ... มีทางเลือกอย่างอื่นด้วยหรือ?



หลังจากรางวัลแรก เรามาต่อที่รางวัลแห่งความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงกันเลย ต่อกันที่ The Worst Sequel of the Year (หนังภาคต่อยอดแย่แห่งปี) คราวนี้เราไม่อาจทำใจตัดเรื่องไหนออกได้เพราะว่าแต่ละเรื่องก็มีดีกรีความเลวร้ายและน่าผิดหวังไม่ต่างกันซักเท่าไหร่!!!!

บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2Elizabeth: The Golden AgeNana 2AdriftShrek the ThirdSpider-Man 3 

ไม่อยากจะพูดถึงมาก เพราะทั้ง 6 เรื่องนี้ไม่รู้จะสร้างมาให้เปลืองงบทำไม  


เอาล่ะครับ ขอบคุณ Shekhar Kapur รวมถึง Sam Raimi ด้วยที่อุตส่าห์บากหน้ามารับรางวัลถึงที่ ได้ไปแล้วไม่ใช่เอาไปโยนทิ้งนะเฟ้ย นี่มอบรางวัลให้เพราะความหวังดี เผื่อคิดจะทำภาคต่อจากนี้จะได้ใช้สมองกันเยอะๆหน่อย ไม่ใช่คิดแต่จะหลอกเงินคนดู เข้าใจปะ?

คราวนี้มาต่อกันที่รางวัล The Most Disappointed Film of the Year หรือ หนังโคตรน่าผิดหวังแห่งปี กันเลยดีกว่า ก่อนอื่นเรามาทบทวนรายชื่อผู้เข้าชิงกันก่อน ได้แก่....

สายลับจับบ้านเล็ก
Copying Beethoven
Elizabeth: The Golden Age
Fracture
The Last King of Scotland

And Nanoguy's most disappointed film of 2007 is......

 

Elizabeth: The Golden Age

     สายลับจับบ้านเล็ก, Copying Beethoven และ Fracture แม้จะดูแล้วผิดหวัง แต่ความหวังตอนแรกของคณะกรรมการยังไม่ถึงขั้นคิดว่าจะต้องเข้าเกณฑ์ A+ แต่อย่างใด ในขณะที่ The Last King of Scotland ที่แพ้ผู้ชนะไปอย่างฉิวเฉียด ก็ยังมีการแสดงที่น่าจดจำของ Forest Whitaker ช่วยไว้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าตัวหนังโดยรวมจะออกมาลำเอียง อคติ และไม่ได้ดูดีมากเท่าไหร่นัก ทั้งสี่เรื่องจึงแพ้ให้กับหนังมหากาพย์อิง(?)ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
     ถึงแม้ว่าจะดู Elizabeth ภาคแรกแล้วไม่ได้ปลาบปลื้มจนยกหนังขึ้นหิ้ง แต่การแสดงของ Cate Blanchett รวมถึงตัวอย่างหนังที่ทำออกมาเสียดิบดีอลังการน่าดูชม ถึงแม้คณะกรรมการจะลดความหวังลงมาพอสมควรแล้ว เมื่อคำวิจารณ์จากต่างประเทศเหยียบหนังเรื่องนี้เสียกระจุย แต่สิ่งที่คณะกรรมการได้รับจากภาพยนตร์มหากาพย์เรื่องนี้ กลับเป็นเพีนงแค่ Cate Blanchett's Fashion Show ที่กระแดะมาฉายบนจอหนัง ไม่รู้ว่ามันจะทุ่มทุนสร้างฉาก
(ทั้งฉากในวัง ฉากรบ) หรือจ้างดาราคนอื่น(ที่ไม่ใช่ Cate Blanchett) มาทำตะหวักตะบวยอะไร เพราะก็เห็นมันถ่ายแค่ Cate กับชุดอันสุดแสนอลังการ และหน้าที่พอกจนขาวเวอร์ พล็อตเรื่องสะเหร่อๆ ฉากรบกะหลั่วๆ และการแสดงของ Cate Blanchett ที่เล่นใหญ่โอเวอร์ผิดฟอร์มป้าเคตอย่างยิ่ง (โอเค แม้จะเล่นผิดฟอร์ม แต่ก็ถือว่ายังดูดีจนได้เข้าชิงรางวัลดารานำหญิงซะเกือบทุกสถาบัน)
     ขอแสดงความยินดีกับ Shekhar Kapur ที่วันนี้ได้ไปสองรางวัลซ้อน เป็นคนอินเดียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัล Nanoguy Awards น่ายินดีโคตรๆ



ยังคงอยู่ที่รางวัลเกี่ยวกับความชั่วร้ายเช่นเดิมนะครับ เราจะมอบรางวัลพิเศษให้กับ The Worst Ending of the Year หรือ ตอนจบโคตรเลวแห่งปี และปีนี้ขอมอบให้กับภาพยนตร์ไทยเรื่อง......

 

วิญญาณ โลก คนตาย

คำเตือน... สปอยล์ตอนจบของหนังเรื่องนี้ (แต่ก็อ่านๆไปเถอะ ไม่ได้แนะนำให้ดูกันอยู่แล้ว)
     
    หนังทำท่าดูดี เพราะเป็นหนังผีแนวใหม่ และมีประเด็นที่ดูแข็งแรงว่าด้วย การกระทำชั่วของผู้ใหญ่ที่ส่งผลต่อสภาพจิตของเด็ก และเด็กเมื่อโตขึ้นก็กลายเป็นคนที่จิตหลอน หรือเป็นโรคจิตอ่อนๆ ซึ่งพรีเซนต์ออกมาในตัวพระเอกที่สงสัยในการตายของพ่อตัวเอง จนหมกมุ่นอยู่กับการผ่าศพ และนางเอกที่จิตหลอนจนมองเห็นผีอยู่รอบตัวเต็มไปหมด (แต่ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ตลอดเวลา ทำไมเวลาอีนี่เจอผี มึงถึงยังกรี๊ดๆๆๆอยู่ได้) โดยทั้งสองคนนี้มาร่วมมือกันเพื่อสืบค้นอดีตของทั้งคู่ที่เกี่ยวพันกับบุพการีของพวกเขา
    เนื้อเรื่องมันก็ประมาณว่า พ่อไอ้พระเอกตายแบบไม่รู้สาเหตุ ไอ้นี่ก็สืบๆๆๆ อีนี่ก็เจอผีๆๆๆ จนสุดท้ายเจอผีพ่อ แล้วก็รู้ความจริง หลังจากที่โดนฝังหัวด้วยความคิดมาตลอดว่า พ่อพระเอกฆ่าตัวตาย
    ไฮไลต์มาถึงแล้ว ตอนจบอันแสนเลวร้าย เพราะสุดท้ายแล้วเนื้อเรื่องตอนจบจริงๆ กลับกลายเป็นว่า (เริ่มบรรยายภาพ) ในฉากที่พ่อพระเอกตายคือ พ่อพระเอกขับรถพาพระเอก(ตอนเด็ก) มาที่บ้านของนางเอก(ตอนเด็ก) แล้วทีนี้ไอ้พ่อพระเอกแม่งเป็นโรคหอบขั้นรุนแรง ตอนเดินลงจากรถก็ไอค่อกแค่กๆ เดินไปหาพ่อนางเอก แล้วก็พูดกับพ่อนางเอกประมาณว่า ขอลูกกูมาเถอะ (นางเอกนั่งอยู่ตรงบันได) สรุปเรื่องราวตรงนี้คือ อีนางเอกนี่เป็นลูกของพ่อพระเอกที่เป็นชู้กับแม่นางเอก แล้วผู้ใหญ่สองคนก็เถียงๆกัน จนกระทั่งไอ้พ่อพระเอกเกิดหอบกำเริบ แล้วดันสะเออะทำยาพ่นตก แล้วอีนางเอกก็เก็บขึ้นมา แถมต่างฝ่าย(คือ พ่อของทั้งสองฝ่าย) ต่างกล่อมเด็กให้เอายาพ่นมาให้ จนในที่สุดนางเอกยื่นให้พ่อตัวเอง แล้วไอ้พ่อพระเอกพออาการกำเริบสุดๆ ก็กลิ้งตกบันไดลงไปตาย.....
    ถามหน่อยเถอะว่า กะอีแค่ ฆ่าตัวตาย กับ เป็นหอบตาย เนี่ย... หมอมันจะตรวจดูไม่รู้ จน
ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อจนออกมาเป็นหนัง(ห่วยๆ) ได้ตั้งหนึ่งเรื่องเลยเรอะ???


ไม่รอช้า มาแจกรางวัล Worst Thai Film of the Year กันต่ออย่างเร่งด่วน (เพราะผู้กำกับ ธราเทพ ทิวสมบุญ ของเรื่องที่แล้วไม่ยอมมาร่วมงาน ไม่รู้อะไรซะแล้ว 55+) และขออนุญาตทบทวนผู้เข้าชิง

บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2
เพื่อน กูรักมึงว่ะ
วิญญาณ โลก คนตาย
วิดีโอคลิป
สายลับจับบ้านเล็ก

ขอเชิญเสี่ยเจียง เจ้าของหนัง "ลาง-หลอก-หลอน" หนังไทยยอดแย่ของปีก่อน มาแกะซองประกาศรางวัลครับ
And Nanoguy's worst Thai film of 2007 is.......

 

เพื่อน กูรักมึงว่ะ

     วิดีโอคลิป แม้จะออกมาดูเละเทะสะเปะสะปะ แต่อย่างน้อยโครงเรื่องโดยรวมและประเด็นที่หนังต้องการสื่อยังค่อนข้างชัดเจน เช่นเดียวกับ วิญญาณ โลก คนตาย ส่วนสายลับจับบ้านเล็ก แม้จะเพียบพูนไปด้วยมขตลกหยาบคายและส่วนใหญ่ไม่ได้ผล แต่การดำเนินเรื่องและการแสดงอื่นๆยังพอช่วยหนังได้ และตัวหนังไม่ได้แย่ไปเสียทุกช่วงเวลา ในขณะที่หนังที่ดูน่าจะชนะรางวัลนี้มากที่สุดอย่าง บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 ก็ต้องแพ้ให้ผู้ชนะอย่างฉิวเฉียด เพราะอย่างน้อยก็ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามและพัฒนาการในการใช้มุขตลก ที่ฉีกแนวจากมุขประเภท "สามช่าด่าเช็ดแม่" มาเสียดสีสังคมและเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่บ้าง ในแนวทางที่คล้ายกับ หนูหิ่นเดอะมูฟวี่ (มุขที่ชัดเจนที่สุดคือ การล้อเลียนข่าวลือความสัมพันธ์ระหว่าง ครูสลา คุณวุฒิ กับ ต่าย-อรทัย อย่างเนียนๆ)
      ต่างกับผู้ชนะของเรา ที่ยังคงเส้นคงวาอยู่เกือบตลอดเวลา ด้วยความไม่สมจริงทั้งหลายแหล่ที่เลยเส้นคำว่า "เซอร์เรียล" ไปไกลลิบโลก (ถังไม้มาจากไหน? มือปืนเป็นเชี่ยอะไรหายไปครึ่งเรื่อง? ใส่บอกเซอร์เพื่ออะไร? ใส่บอกเซอร์เดินกลับบ้านข้ามกรุงได้ยังไง?) รวมถึงการแสดงราวกับท่องอาขยานบทภาพยนตร์ของ ชัยวัฒน์ ทองแสง (ที่ได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ดาราสมทบชาย!!!!!!!!) รวมถึงบทหนังที่น้ำเน่า เละเทะ สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง ไร้จุดมุ่งหมาย (ถามจริงเถอะว่า คนมันเพิ่งโดนยิงมา จะมามัวถ่ายภาพชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าสโลว์โมชั่นที่หัวลำโพงทำแมวอะไร?? แม่งจะตายห่าอยู่แล้วนั่นน่ะ) พร้อมกับบทพูดเห่ยเชยหลุดโลกและไร้ความสมจริงอย่างสิ้นเชิง ("นาฬิกาของเราคงเดินไม่ตรงกันแล้วล่ะ") รวมไปถึงการยัดประเด็น AIDS-patient harassment เข้ามาราวกับหนังในยุค พ.ศ.2530 แบบหน้าด้านๆ จุดดีสามจุดของหนังเรื่องนี้อย่าง เพลงประกอบหนัง, การถ่ายภาพที่สวยชิบหายวายป่วงเหมือนจะเอาไปทำโปสการ์ด และการแสดงของพระเอก(ไม่ใช่อีอิฐ) ไม่สามารถช่วยอะไรกับความต่ำช้าของหนังเรื่องนี้ได้จริงๆ


(ขอให้ Security Guard จับตัว พจน์ อานนท์ ไว้ก่อนนะครับก่อนจะคลุ้มคลั่งไปมากกว่านี้ แล้วเอารางวัลฟาดหัวใครแถวนั้นไปเสียก่อน... อย่าให้รางวัลจากเบลเยี่ยมต้องแปดเปื้อนเลยนะครับ ถือว่าผมขอล่ะ เขาอุตส่าห์ให้ แถมพี่ยังมีลุ้นอีกรางวัลอยู่นะ อย่าเพิ่งลืม)
     ทบทวนผู้เข้าชิงจาก The Worst Movie of the Year กันเลยดีกว่าครับ

เพื่อน กูรักมึงว่ะ
The Black Dahlia
บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2
Epic Movie
Open Water 2: Adrift

ผู้ประกาศรางวัลนี้คือ Corey Yuan ผู้กำกับหนังยอดแย่ของปีที่แล้วอย่าง DOA: Dead or Alive
 And Nanoguy's worst film of 2007 is.......

 

Epic Movie

ไม่พูดมาก... เพราะนี่คือหายนะในทุกองค์ประกอบ
ไม่มีเรื่องไหนเหี้ยได้เท่านี้อีกแล้วในปีที่ผ่านมา


จบเสียทีกับรางวัลแห่งความชั่วร้ายทั้งปลายทั้งปวงในปีที่แล้ว ต่อด้วยรางวัลพิเศษกับรางวัล หนังสะใจแห่งปี ที่ไม่ใช่ความสะใจที่คณะักรรมการมีต่อตัวหนังนะครับ แต่สะใจที่เห็นกลุ่มคนดูหนังตลาดเพลนๆเดิมๆ หลงเข้าไปดูแล้วออกมา "ร้องแรกแหกกระเชอ" กันถึงความประหลาดของมัน.. และที่สำคัญหน้าหนังมันต้องเป็นหนังตลาดด้วยครับ (พูดง่ายๆก็คือ เป็นหนังที่คณะกรรมการเห็นกระแสที่เกิดขึ้นแล้วคิดในใจว่า "สมน้ำหน้า พวกมึงน่ะหัดเจอหนังแบบนี้ซะบ้าง") เรื่องแรกก็คือ....

รักแห่งสยาม

"ดูโปสเตอร์สิ ดูตัวอย่างสิ ดูพวกสแตนดี้ตามห้างสิ นี่มันซีซั่นเชนจ์ชัดๆ!!! 
เหตุใดไฉนเลย ทำไมต้องมีฉากเด็กผู้ชายวัยสะรุ่นจูบปากกันแบบแช่กล้อง กรี๊ดๆๆๆ"
นั่นแล.. หนังเรื่องนี้เล่นเอาซะพวก Homophobia แต๋วแตกกันไปเป็นแถบๆ

(หารู้ไม่ ถ้าหากพวกเอ็งเคยดูหนัง "เกย์" จริงๆ.. มันมีอะไรโหดร้ายกว่าที่เอ็งรับไม่ได้เยอะ
โดยเฉพาะใน "หนังฝรั่งเศส")

 

และเรื่องที่สองที่ได้รับรางวัลนี้ ได้แก่..

I'm a Cyborg, But That's OK

"กรี๊ดดดด พี่เรนของหนู"
"กรี๊ดดดดดดด เกาหลีโรแมนติกน้ำตาเล็ดนางเอกเป็นลูคีเมียตาย"
"กรี๊ดดดดด ไปจู๋จี๋กับแฟน หนังกุ๊กกิ๊กอาโนเนะรักกันรักกัน"

ใช่แล้วครับ ... I'm a Cyborg, but That's OK หนังเรื่องแรกของพี่เรนนั่นแหละ
แต่ก็อย่าลืมว่าเป็นหนังของผู้กำกับสุดโหดอย่าง Park Chan-wook เช่นกัน
ถึงแม้จะบอกว่าเป็นหนังรัก แต่ก็เป็นหนังรักที่ยังมี เลือด และความโรคจิต และเซ็กส์สอดแทรกอยู่
(มีไม่เยอะหรอก แต่ให้ดูฉากสุดท้ายตรงมุมขวาๆล่างๆ คุณจะเห็น ตูดของสแตนด์อินเรนกำลังซอย)
และแน่นอน เซอร์เรียลกระจุยกระจาย

ดีแล้วล่ะ... หัดเจออะไรแบบนี้ซะบ้าง สาวเอ๋ย
หนังเกาหลี ไม่ได้มีแต่ My Sassy Girl นะจ๊ะ


ต่อกันที่ Best Short Animation of the Year กันเพื่อมิให้เสียเวลาขอรับ ผู้เข้าชิงได้แก่

Conflict
Lifted
Rabbit
Das Rad

And Nanoguy's best short animation goes to.....

 

Conflict 



      ในบรรดากลุ่มผู้เข้าชิง Lifted อ่อนที่สุดเพราะมีแต่เรื่องของกราฟฟิก ในขณะที่เนื้อหาของอีกสามเรื่องที่เหลือโดดเด่นกว่ามาก โดย Das Rad เองก็แอบแฝงประเด็นไว้พอสมควร เพียงแต่ยังไม่โดดเด่นเท่า Rabbit กับผู้ชนะ ส่วน Rabbit เองก็ตั้งเป้าที่การเสียดสีทุนนิยมและวัตถุนิยมด้วยสไตล์ที่แปลกตา หากแต่สไตล์การเล่าเรื่องด้วยภาพแบบ "หนังสือเด็ก" นั้นส่งผลต่อเนื้อเรื่องเพียงแค่สร้างความ irony ในใจคนดู เมื่อเราเห็นภาพโหดร้ายต่างๆที่หนังใส่เข้ามา ซึ่งยังไม่คมคายเท่ากับผู้ชนะในเรื่องการใช้สไตล์รับใช้เนื้อเรื่อง
     Conflict ที่ใช้สต๊อปโมชั่นไม้ขีดไฟเล่าเรื่อง ไม่ใช่แค่สไตล์ที่เก๋ไก๋แต่อย่างเดียว หากแต่ความเป็น "ไม้ขีดไฟ" ช่วยเสริมประเด็นและสารที่หนังต้องการสื่อได้อย่างเหลือคณานับ เพราะมนุษย์โลกเองก็เปรียบเสมือนไม้ขีดไฟ ที่หากพลาดพลั้งกระทบกระทั่งกัน ก็มอดไหม้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้ตลอดเวลา อีกทั้งการนำเสนอในประเด็นนี้ด้วยภาพในส่วนอื่นก็เข้าขั้นเพียบพร้อมและทรงพลัง จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คืออนิเมชั่น



ไหนๆ ประกาศฟากอนิเมชั่นสั้นไปแล้ว มาต่อกันที่ Best Animation of the Year โลด ผู้เข้าชิงได้แก่

Ghost in the Shell
Ghost in the Shell: Innocence
Ratatouille
The Simpsons Movie
Surf's Up

Trey Parker จาก South Park: Bigger Longer and Uncut ประกาศรางวัลครับ
And the awards goes to......

 

Ratatouille

     น่าเสียดายว่า The Simpsons Movie ก็สนุกเฮฮาล้อเลียนจิกกัดใช้ได้ แต่โดยรวมมันยังไม่ฉีกจากความเป็น "การ์ตูนทีวี" เท่าไหร่นัก ในขณะที่การ์ตูนไซไฟญี่ปุ่นทั้งสองภาคนั้นก็มีช่วงที่อารมณ์ดร็อปไปพอสมควร แม้จะสอดแทรกปรัชญาและความลุ่มลึกไว้ตามแบบของการ์ตูนญี่ปุ่น ในขณะที่ Surf's Up ดีเด่นที่สไตล์การนำเสนอ ด้วยการทำตัวเป็นสารคดี (ทั้งที่เป็นการ์ตูนนี่แหละ) เสียแต่เนื้อเรื่องยังไม่กลมกล่อมเท่ากับที่ผู้ชนะได้ทำไว้
     Ratatouille ได้บทภาพยนตร์ดราม่าที่ดีเทียบเท่ากับหนังคนจริง แต่ในอีกทางหนึ่งหนังก็ใช้ศักยภาพของอนิเมชั่นได้เต็มที่ แม้ว่าการให้สัตว์หรือสิ่งไม่มีชีวิตเป็นตัวเอกจะเป็นเรื่องแทบจะธรรมดาสามัญของการ์ตูนอเมริกัน เพียงแต่หนังเรื่องนี้ฉีกออกจากความเป็นอนิเมชั่นธรรมดาของพิกซาร์ที่ปกติจะมีความเป็น childish ค่อนข้างสูง ไปสู่ทิศทางที่หม่นหมองมากขึ้น และแม้จะยังอยู่ในพล็อตเรื่องคล้ายๆกับ Loser becomes a winner ทั่วๆไป แต่กลับแอบแฝงประเด็นเรื่องการ "ก้าวข้ามผ่านชนชั้น" ไว้ได้อย่างคมคาย ผ่านตัวละครที่เป็นหนูบ้านกับคนจริง


รางวัลพิเศษ Breakthrough Visual Techniques มอบให้หนังที่โดดเด้งอย่างมากในเรื่องเทคนิค ที่นอกเหนือไปจากซีจี สำหรับปีนี้มอบให้กับหนังเก่าจากปี 1950 เรื่อง...

 

Orphée

     หนังในยุค 1950 มาพร้อมกับเทคนิคที่แทบไม่พึ่งคอมพิวเตอร์ เนื้อเรื่องว่าด้วยยมทูตสาวที่หลงรักมนุษย์ หนังเล่นสนุกกับเทคนิคทางภาพหลายต่อหลายอย่าง เช่นการเล่นฟิล์มย้อนหลังเพื่อสร้างภาพที่แปลกตา แสดงผลที่เกิดจากการใช้เวทมนตร์ของยมทูต การใช้บลูสกรีนเพื่อแสดงความแปลกของโลกยมทูต (คือ ในบลูสกรีนคนจะเดินถอยหลัง แต่กลุ่มพระเอกจะเดินแบบปกติ) ซึ่งเข้ากันได้ดีกับการแสดงหน้าบลูสกรีนเป็นอย่างยิ่ง นี่ยังไม่นับฉากหลอนๆ อย่างตอนที่พระเอกลอยไปตามกำแพง ที่จนป่านนี้คณะกรรมการก็ยังคิดไม่ออกว่า ในยุคนั้นมันถ่ายได้ยังไง!!!!


แจกรางวัลพิเศษให้หนังไปเยอะแล้ว มาแจกให้คนบ้างดีกว่า สลับตัดบรรยากาศ เริ่มที่ Best Scene Stealer of the Year หรือ ตัวขโมยซีนยอดเยี่ยม ปีนี้มอบให้กับดาราสองคนชาย-หญิง แพ็คคู่ ได้แก่......

 

Willem Dafoe Emma Thompson
Willem Dafoe (Mr. Bean's Holiday)
&
Emma Thompson
(I Am Legend)

     คนแรก ด้วยการแสดงแบบตลกหน้าตาย (รับบทเป็นผู้กำกับหนังเทศกาลสุดติสต์แตกและอาร์ตจ๋า) แถมเป็นเจ้าของฉากที่ตลกที่สุดในหนังอย่าง Open Screening at Cannes Film Festival และทำให้เขา "ฮา" ยิ่งกว่าเจ้าของหนังอย่าง Rowan Atkinson เสียอีก (โดยเฉพาะ หนังของไอ้ผู้กำกับคนนี้ที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากหน้าของวิลเล็ม เดโฟ ภาพขาวดำ และเสียง narrator แบบหน้าตายๆ ก็กลายเป็นฉากที่ฮาที่สุดของเรื่องไปซะงั้น)
     ส่วนสาวใหญ่อีกคนอย่าง เอ็มมา ธอมป์สัน หลายคนอาจจะแปลกใจว่า "อีนี่มันเล่น I Am Legend ด้วยเหรอ มึงอย่ามามั่ว" ถ้าเข้าโรงไม่เลต คุณจะเห็นเธอรับบทเป็น ดร.แอนนา คริปปิน ดอกเตอร์ผู้คิดค้นยารักษามะเร็ง ให้สัมภาษณ์ยิ้มแก้มปริออก CNN ถึงนวัตกรรมใหม่ของโลกที่เธอคิดค้นได้ ก่อนที่ยานั้นจะกลายเป็นพาหะที่ทำให้คนกลายเป็นตัวประหลาด (ที่เป็นซอมบี้ก็ไม่ใช่ แวมไพร์ก็ไม่เชิง) แม้เธอจะปรากฏตัวในหนังไม่ถึงสองนาที แต่สำหรับคณะกรรมการแล้วเธอใช้เวลาตรงนั้นได้อย่างคุ้มค่า และมีอิทธิพลปกคลุมหนังอยู่อีกนานทีเดียว


เอาล่ะครับ ในที่สุดก็ถึงช่วงที่คณะกรรมการรอคอย ^_^ กับรางวัลว่าด้วยเรื่องสวยๆงามๆ รางวัลแรกคือ Most Adorable Kid Actress of the Year หรือรางวัล "หญ้าอ่อนน่าเคี้ยว" ประจำปี ปีแรกนี้คณะกรรมการขออนุญาตโลภมาก ให้รางวัลแบบโคตรแพ็คเกจ แก่สาวน้อยหน้าแฉล้มทั้งห้าคนดังต่อไปนี้.....

Aoi YuAoi Yu
(All About Lily Chou-Chou & Hula Girls)
     แม้ว่าในเรื่องแรกจะมีบทไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นตัวขโมยซีนตัวหนึ่งของเรื่องทีเดียว ทั้งๆที่หน้าตาน่ารักซะัขนาดนี้แต่กล้ารับบทเด็กผู้หญิงที่ถูกบังคับให้ขายตัว (โอเค... มันไม่มีเซ็กส์ซีนชัดเจนหรอก) พร้อมกับการแสดงที่น่าจับตามอง และเธอก็ไำด้่รับบทนำเต็มตัวที่แสดงศักยภาพด้านการแสดงและหน้าตาน่าเคี้ยว.. เอ้ย น่ารัก ได้อย่างเต็มที่ในหนังเรื่องหลัง (เดี๋ยวคณะกรรมการต้องไปหา Hana and Alice มาดูให้ได้ แง่ง!!)

Evanna Lynch
Evanna Lynch
(Harry Potter and the Order of the Phoenix)
     Luna Lovegood ในหนังสือเป็นแค่คนที่ดูแปลกๆ หลุดโลก เวิ่นเว้อ จิตๆ ล่องลอย แต่เมื่อตัวละครนี้มาปรากฏในหนัง คณะกรรมการขอกราบตีนทีมแคสติ้งที่เลือกเธอคนนี้เข้ามา และเธอคนนี้ทำให้ยัย เคที่ เหลียง กระเด็นตกขอบจอไปอย่างสมบูรณ์แบบ (หลังจากที่เอาตัวรอดมาอย่างหวุดหวิดในภาคสี่) ด้วยความน่ารักมีเสน่ห์แบบมีเอกลักษณ์


กัญญา รัตนเพชร์กัญญา รัตนเพชร์ (รักแห่งสยาม)
     หลังจากเล่นหนังมาสามเรื่องแบบไม่มีใครจำได้เลย (เอ๋อเหรอ, รับน้องสยองขวัญ, สวยลากไส้) ในที่สุดน้องตาลก็ได้จุดประกายทั้งหน้าตาและฝีมือการแสดงให้ผู้คนจำได้เสียที จากบทดีดีในเรื่องนี้ โดยเฉพาะหน้าตาแอ๊บแบ๊วที่แสนเข้ากับบท แค่ดูฉากที่เธอเอาเส้นผมใส่ตุ๊กตาหมี คณะกรรมการก็แทบจะแปลงร่างเป็นตุ๊กตาหมีอยู่แล้ว (และน่าเสียดายอย่างมากที่ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ตัดสินใจตัดเธอออกจากหนังเรื่อง ช็อคโกแลต... ไม่งั้นหนังเรื่องนี้จะดีกว่านี้!!!!!)


Annasophia RobbAnnasophia Robb
(Bridge to Terabithia & The Reaping)
    อายุยังน้อย แต่ฝีมือและหน้าตาน่าจับตามองจริงๆ เมื่อบทที่เธอรับในหนังทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย เรื่องแรกรับเป็นสาวน้อยใสๆผู้เพ้อฝันถึงเทพนิยายแฟนตาซี ได้อย่างสมวัยไม่แลดูดัดจริต แต่อีกเรื่องเป็นเด็กผู้หญิงที่มีลุคคล้ายๆปีศาจ และแสดงโดยไม่พูดเลยทั้งเรื่อง (และแน่นอน เธอคือส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องหลัง แม้ว่าจะมี Hilary Swank อยู่ในหนังก็ตาม)  


อภิญญา สกุลเจริญสุขอภิญญา สกุลเจริญสุข (พลอย)
     แม้บทของเด็กติดยาดูดบุหรี่เรื่องนี้จะทำลายภาพของสาวน้อยหน้าใสจากโฆษณาดีแทคไปเสียแทบหมดสิ้น แต่ท่ามกลางม่านหมอกควันที่เธอพ่นออกมาจนอบอวลไปทั้งเรื่อง เธอก็ยังมีแง่มุมที่เป็นสาวใสๆ ลึกลับ น่าค้นหา (ไม่ใช่ไปคุ้ยหาของในหัวฟูๆของเธอแต่อย่างใด) ตาโตๆ เสียงใสๆ สำเนียงที่เปล่งออกมา... ก็ทำให้เราลืมม่านหมอกควันพวกนั้นไปเสียหมดสิ้น (เข้าทำนอง.. "ไม่ว่าเธอจะเคยเป็นใคร จะผ่านอะไรมา... ขอจงอย่าเป็นกังวล นี่คือคนของเธอ" ฮี้ววว)


รางวัลพิเศษสำหรับหนังอีกรางวัล Best Lecture Film of the Year (หนัง "ตรงไปตรงมา" ยอดเยี่ยม - ราวกับเข้าไปนั่งฟังเลคเชอร์ในโรงหนัง) ผู้ได้รับรางวัลคือ...

Bamako

     จริงๆแล้วในรอบปีที่ผ่านมามีหนังที่เข้าข่าย Lecture ที่เด่นๆอยู่สามเรื่อง คือหนังสั้นไทย ความลักลั่นของงานรื่นเริง (เลคเชอร์แฉและโจมตีความคิดชนชั้นกลางไทย), หนังฮอลลีวู้ด Lions for Lambs (เลคเชอร์เรื่องว่าด้วยสงครามอิรักและการคำนึงถึงส่วนรวม) และผู้ชนะของเราตัวแทนจากประเทศมาลี (เลคเชอร์ว่าด้วยสิ่งที่ World Bank และทุนนิยม ทำกับประเทศยากจนในแอฟริกา)
     สองเรื่องที่ไม่ได้รางวัลไปนี้มีจุดบอดคนละอย่างที่ด้อยกว่าผู้ชนะ อย่างหนังสั้นไทยคงเพราะเป็นหนังสั้น บวกกับการพรีเซนต์เลคเชอร์นั้นออกมาในทิศทางที่ตรงไปตรงมาเกินไปสักหน่อย ในขณะที่ Lions for Lambs ก็ดึงเรื่องให้อยู่กับ "การพูด" มากจนเกินไป แถมจุดบอดสำคัญคือดันใช้ดาราดังอย่าง Tom Cruise เอย Meryl Streep เอย จนทำให้การเลคเชอร์นั้นแลดูน่าเชื่อถือและ "จริง" น้อยลง แต่ผู้ชนะอย่าง Bamako นั้นผสมผสานทั้งการเล่าเรื่องผ่านเลคเชอร์และสถานการณ์รอบข้างได้อย่างกลมกล่อม ไม่ให้ยึดติดเฉพาะสิ่งที่ออกมาจากปากของตัวละครแต่ฝ่ายเดียว


เทศกาลสนองตัณหาคณะกรรมการยังไม่หมดง่ายๆหรอกครับ ขอมอบรางวัลต่อไปอย่างรวดเร็วและพิศวาสขาดดิ้น กับ Best Coming Back of the Year และผู้ได้รับรางวัลคือ......

 

อริศรา วงษ์ชาลี
อริศรา วงษ์ชาลี
อริศรา วงษ์ชาลี (เมล์นรก หมวยยกล้อ)

กลับมาเล่นหนังเถอะครับ
กลับมาเล่นหนังเถอะครับ
กลับมาเล่นหนังเถอะครับ
กลับมาเล่นหนังเถอะครับ
กลับมาเล่นหนังเถอะครับ
กลับมาเล่นหนังเถอะครับ
เฟรช... ผมคิดถึงคุณ
!!!!!!!!!!!!!!!!


เทศกาลรางวัลพิเศษยังไม่จบไม่สิ้น มาต่อกันอย่างเร่งด่วนที่ The Craziest Movie of the Year กับหนังที่บ้าระห่ำหลุดโลกที่สุดทั้งสามเรื่อง ดังต่อไปนี้...

GrindhouseGrindhouse
     Robert Rodriguez + Quentin Tarantino = MAD COUPLE
     หนังควบสองเรื่องที่จงใจ tribute โรงหนังชั้นสองและหนังเกรดบีอย่างสุดหัวใจ มีทุกอย่างตั้งแต่ความรุนแรงแบบไม่ต้องถามหาเหตุผลใดๆทั้งสิ้น (เพราะฉะนั้นอย่าถามว่า "โคโยตี้แข้งปืนกล" มันยิงปืนได้ยังไง หรือ ทำไมกระสุนมึงไม่หมดซะที) ลามไปถึงฉากเซ็กซี่ต่างๆนานา ตัวละครบ้าคลั่ง และลักษณะเฉพาะตัวของโรงหนังชั้นสอง ทั้งฟิล์มเก่าแตกลายงา ฟิล์มสีตก เสียงหาย ภาพซ้ำ และฟิล์มไหม้ในฉากเซ็กส์ซีน!!! (เลวที่สุด 555) ในขณะที่ครึ่งหลังอย่าง Death Proof นั้นแม้จะเป็นหนังเกรดบีแต่ก็ยังมีความเป็นเควนตินอยู่อย่างครบถ้วนกวนส้นเช่นเคย

Shoot'Em UpShoot'Em Up
     ยิงแม่งเลย - ใช่ครับ หนังเรื่องนี้ไม่ต้องทำเชี่ยอะไรทั้งนั้นนอกจากยิงๆๆๆๆๆ สาดห่ากระสุนใส่กัน แต่เป็นหนังเกรดบีแบบดูดีมีรสนิยมมากๆ มีอะไรเก๋ๆหลายอย่าง เช่นการใช้แครอททิ่มตาคน!!! รวมไปถึงฉากเซ็กส์ผาดโผนของ ไคลฟ์ โอเว่น และ โมนิก้า เบลลุชชี่ ที่เอาไปยิงไปและ orgasm เมื่อยิงเสร็จพอดี (555+) นอกจากนี้การออกแบบฉากสุดคัลต์ทั้งหลายก็เข้าขั้นเปรี้ยวเท่เก๋แซ่บซะไม่มี


ค้างคาวดูดกล้วย
ค้างคาวดูดกล้วย
     เรื่องสุดท้าย หนังสั้นไทยที่ทั้งบ้าและถ่อยได้โล่มากที่สุด และน่าจะติดอันดับสูงสุดของ "หนังไทย" เลยก็ว่าได้ เพราะนักแสดงนำของเรื่องนี้ทุ่มทุนมากๆ ทั้งอมแมลงสาบราว 30 ตัวไว้ในปากแล้วคายให้ออกมาไต่บนหน้า กินขี้หมาสดๆจากตูดเยอรมันเชพเพิร์ด (นี่มัน พิงค์ ฟลามิงโก้ หรือไร) และบิดเลือดประจำเดือนจากผ้าอนามัยใช้แล้วเข้าปาก แต่เหนือไปกว่านั้น นี่คือหนังที่ต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคเอดส์!!!


ประกาศแต่รางวัลพิเศษ เดี๋ยวเบื่อ มาประกาศรางวัลใหญ่ๆนิดนึงกันบ้าง มาที่ สารคดียอดเยี่ยม Best Documentary of the Year ที่มีผู้เข้าชิงได้แก่.....

Abduction: The Megumi Yokota Story
The Bridge
The Corporation
The Planet
The Truth be Told: The Cases Against Supinya Klangnarong

Luc Jacquet ผู้กำกับสารคดี March of the Penguins เจ้าของรางวัลที่แล้วขึ้นมาประกาศรางวัล
And Nanoguy's best documentary of 2007 goes to

 

The Corporation

     ในบรรดา 5 เรื่องนี้ถือว่าผู้ชนะอย่าง The Corporation มีลูกเล่นแพรวพราวที่สุด (ในแนวทางคล้ายกับสารคดีของไมเคิล มัวร์ เพียงแต่ไม่แลดู "เอียง" เท่า) แต่ก็ไม่ได้ละเลยความจริงของข้อมูลที่นำเสนอ (ที่ก็มีเยอะมากจนสารคดียาวราวสองชั่วโมงครึ่ง) ในขณะที่ผู้เข้าชิงอื่นๆอีก 4 เรื่องนั้นมีจุดบอดเป็นของตัวเองคนละนิดละหน่อยที่ค่อนข้างชัดเจนจึงต้องพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย เช่น Abduction กับ The Truth be Told มีจุดเด่นที่การเล่าเรื่องแต่ก็มีบางช่วงบางตอนที่ติดจะน่าเบื่อ ส่วน The Bridge กับ The Planet นั้นก็อ่อนตรงช่วงที่เป็น "สัมภาษณ์" ที่บางครั้งก็ไม่ส่งผลต่อเรื่องราวหลักๆ หรือประเด็นที่กำลังนำเสนอเท่าไหร่


ขออนุญาตกลับมาสนองตัณหากรรมการอีกรอบ ขอเชิญ Cate Blanchett ขึ้นเวทีครับ...

 

Cate Blanchett

"ฮ่ะ มาแล้วฮ่ะ มีอะไรกับดิชั้นเหรอฮะ"

"คณะกรรมการขอมอบรางวัลพิเศษให้ครับ อยากแต่งงานด้วย"

"รอไปอีก 50 ปีเถอะฮ่ะ... ให้ตัวสูงเท่าสะดือดิชั้นก่อน"


Best Short Film of the Year ตามมาในทันใด (ลืมสิ่งที่เคตพูดเมื่อกี้เถอะนะครับ แซ้ด) ผู้เข้าชิงได้แก่.....

Conflict
Continue
ไม่มีอะไรให้ดู
Elephant
แข่งบั้งไฟ
จอมยุทธ
 

Yaniv Berman ผู้กำกับหนังสั้นเรื่อง Even Kids Started Small เจ้าของรางวัลปีที่แล้วขึ้นมาแกะซอง
And 2007's best short film is......

 

จอมยุทธ
จอมยุทธ

     รางวัลนี้คณะกรรมการตัดสินจากความชอบส่วนตัวเป็นที่ตั้ง (อ้าว แล้วรางวัลก่อนๆไม่ใช่เรอะ) เพราะหนังสั้นเรื่องนี้ได้จุดประกายความคิดของคณะกรรมการและเปิดช่องให้คิดต่อยอดได้ยืดยาวไปถึง 6 ตุลาคม 2519 (ผู้กำกับตั้งใจรึเปล่า คณะกรรมการขออนุญาตไม่สนใจ 555+) เอาพล็อตแค่ หัวหน้าแก๊งจิ๊กโก๋ใส่ "เสื้อเหลือง" มาไล่ทีเพิงขายเหล้า ก่อนที่เจ้าของร้านคนเดิมต้องหนีเข้าป่าไปฝึกวิทยายุทธกลับมาล้างแค้น แต่เมื่อกลับมาปรากฎว่าเมียพระเอกดันไปเป็นเมียของไอ้เสื้อเหลืองแล้วซะงั้น (ช่างน่าร้าวรานใจยิ่งนัก - และเรียนเชิญทุกท่านแทนค่าสัญลักษณ์กันตามสะดวก) แต่ที่สำคัญ นี่คือหนังสั้นแอ็คชั่นที่ลงทุนลงแรงอย่างสูงส่ง และกำกับคิวบู๊ได้ลื่นไหลสนุกสนานมากๆ
     แม้ว่า แข่งบั้งไฟ จะเป็นสารคดีที่ลุ่มลึกดีก็ตามแต่บางช่วงของหนังก็ปล่อยทิ้งไว้มากจนเกินไปแต่ก็ไม่ใช่ความเสียหายหนักหนาอะไรมากคล้ายกับสิ่งที่ ไม่มีอะไรให้ดู ประสบ ด้าน Continue นั้นก็ดีเด่นที่สไตล์การนำเสนอและการตัดต่อที่เร้าอารมณ์ ถ้าหากว่าไม่มีผู้ชนะของปีนี้ก็อาจจะน่าจับตามองมากกว่าเดิมเช่นเดียวกับ Elephant


เริ่มเข้าสู่รางวัลใหญ่กันบ้าง เริ่มที่รางวัล Best Ensemble of the Year หรือ นักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม ผู้เข้าชิงทั้ง 5 เรื่องได้แก่...

Babel
Dreamgirls
Hairspray
Little Miss Sunshine
The Witnesses

ทีมนักแสดงจาก King and the Clown ขึ้นมาประกาศรางวัลนี้ครับ
และทีมนักแสดงชั้นเทพแห่งปี 2007 ได้แก่.....

 

Babel

     ทั้งสี่เรื่องที่พ่ายแพ้ไปนั้น การแสดงของทุกคนไม่ได้ขี้เหร่อะไร และช่วยหนังไว้ได้เยอะมากทั้งนั้น เพียงแต่สเกลในการแข่งขันของปีนี้กว้างขึ้นเยอะมากเพราะผู้ชนะของเรานั่นเอง ทั้งสี่เรื่องนั้นต่างก็มีนักแสดงเด่นๆบางคนที่ยังดูด้อยกว่านักแสดงที่เหลืออยู่บ้างจนผิดสังเกต ดังเช่นกรณีของ Alan Arkin ใน Little Miss Sunshine, Julie Depardieu ใน The Witnesses, Amanda Bynes ใน Hairspray ส่วน Dreamgirls แม้ปัญหาข้อนี้จะไม่ชัดเจนนัก แต่น่าเสียดายที่ภาพรวมนั้นแกร่งสู้ผู้ชนะไม่ได้
     Babel มีมากกว่าแค่สองนักแสดงหญิงที่เข้าชิงรางวัลสมทบหญิง นักแสดงชื่อดังอีกสามคนอย่าง Brad Pitt, Cate Blanchett และ Yakusho Koji ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี แต่ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือเหล่านักแสดงโนเนมทั้งหลาย ทั้งในตอนญี่ปุ่น, โมร็อคโค และเม็กซิโก ที่เล่นกันได้เนียน เป็นธรรมชาติ และไม่ตื่นกล้องได้อย่างน่าอัศจรรย์


เริ่มเข้าสู่รางวัลด้านการแสดงกันแล้วนะครับ โค้งสุดท้ายของนาโนอวอร์ดแล้ว (เมื่อไหร่จะจบ ยาวยังกับรางรถไฟ) เริ่มที่รางวัลพิเศษ Most Pitiful Actor/Actress of the Year "นักแสดงที่น่าสงสารที่สุด" โดยปีนี้มอบให้กับนักแสดงหญิงผู้แสนอาภัพคนนี้.....

 

Samantha Morton
Samantha Morton (Elizabeth: The Golden Age)

     ถามกันสักเล็กน้อยว่ามีใครจำเธอคนนี้ได้บ้าง... แม้ว่าเธอจะเคยเข้าชิงออสการ์ก็แล้ว (จาก Sweet and Lowdown และ In America) รับบทนำในหนังฮอลลีวู้ดเมนสตรีมก็แล้ว (จาก Minority Report) แต่จะหาคนที่จำชื่อ ซาแมนธา มอร์ตัน ได้เล็กน้อยยิ่งนัก
     แม้กระทั่งในหนังฟอร์มอภิมหายักษ์อย่างภาคต่ออลิซาเบธ เธอก็ยังไม่ได้รับโอกาสให้ผู้คนจดจำได้ แม้จะได้รับบทอย่างพระราชินีแมรี่ สจ๊วร์ต พร้อมกับความตั้งใจแสดงขั้นสูงและเข้าถึงตัวละคร แต่ผู้กำกับอย่าง Shekhar Kapur ก็มัวแต่ไปถ่ายแฟชั่นโชว์ของ Cate Blanchett จนไม่ให้ความสำคัญเธอเลย...(ไม่ใช่แค่เธอ แต่ดาราใหญ่อย่าง Clive Owen และ Geoffrey Rush ก็ประสบชะตากรรมนี้เหมือนกันนั่นแหละ) แล้วเมื่อไหร่จะมีคนจำ ซาแมนธา มอร์ตัน ได้ซะทีวะ!!!!!


ไหนๆใกล้จะถึงโค้งสุดท้าย ก็ขอสนองตัณหาให้จบสิ้นไปเลยก็แล้วกัน ต่อที่ Most Adorable Actress of the Year ที่มีผู้เข้าชิงสุดสวยสะพรั่งงามพริ้งทั้งห้าดังต่อไปนี้

Catherine DeNeuve (Belle de Jour & The Umbrellas of Cherbourg)
Zooey Deschanel (Bridge to Terabithia)
Rachel Hurd-Wood (Perfume: The Story of a Murderer)
Ekateryna Rak (Import/Export)
Rachel Weisz
(The Fountain)

Lee Joon-gi จาก King and the Clown เจ้าของรางวัลปีก่อน ขึ้นมาประกาศรางวัล
พร้อมกับมอบของรางวัลพิเศษได้แก่ "ครีมกวนอิม" สำหรับใช้ฟรี 8 ปี
And the juries choose......

 

Zooey Deschanel
Zooey Deschanel (Bridge to Terabithia)

(คณะกรรมการขออนุญาตละลายชั่วคราว)


รางวัลพิเศษอีกรางวัล Memorable Character of the Year ตัวละครประทับใจยอดเยี่ยม และตัวละครนั้นก็คือ....

 

Scarlett O'Hara
Scarlett O'Hara (Gone with the Wind)

คงไม่ต้องบรรยายถึงความอมตะนิรันดร์กาลของคาแรคเตอร์นี้หรอกนะครับ


เข้าสู่รางวัลใหญ่กันจริงๆจังๆ แล้วครับ กับปีแรกของ Nanoguy Awards ที่จะมอบรางวัลให้กับผู้กำกับหน้าใหม่ที่น่าจับตามอง กับรางวัล Best First-Feature Director ซึ่งผู้เข้าชิงทั้งหก ได้แก่

Jonathan Dayton & Valerie Faris (Little Miss Sunshine)
Florian Henckel von Donnersmarck (The Lives of Others)
Tony Gilroy (Michael Clayton)
Park Kwang-hyun (Welcome to Dongmakgol)
Bill Paxton (Frailty)
ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (ลี้)

Then, I will announce the name of the winner...

 

Florian Henckel von Donnersmarck
Florian Henckel von Donnersmarck (The Lives of Others)

     คู่หูผู้กำกับสามีภรรยาจาก Little Miss Sunshine นั้นถือว่าแสดงศักยภาพในการกำกับน้อยกว่าคนอื่นอยู่หน่อย โดยที่มีองค์ประกอบอื่นช่วยเหลือเยอะจนหนังออกมาดี เช่นเดียวกับ Bill Paxton ที่มีประเด็นแรงๆเกี่ยวโยงกับศาสนาและความรุนแรงเป็นตัวช่วยขับเน้นเร้าอารมณ์คนดูเพิ่มจากการกำกับ ในขณะที่สองตัวแทนจากทวีปเอเชียนั้นก็น่าเสียดายว่ายังมีอะไรขาดๆเกินๆมากไปหน่อยจนต้องแพ้ไปอย่างน่าเสียดายทั้งคู่
     เหลือเพียงผู้ชนะและ Tony Gilroy ที่ตีคู่กันมาอย่างสูสีเพราะหนังของทั้งคู่ออกมาลงตัวสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งก็ให้น่าเสียดายอย่างยิ่งว่าภาพรวมของหนังนั้น ผู้ชนะทำได้เนียนกว่าอยู่สเต็ปนึง ทำให้โทนี่ กิลรอยต้องอกหักกลับบ้านไป เพราะผู้ชนะมีได้เพียงหนึ่ง


เข้าสู่รางวัลด้านการแสดงแบบจริงๆจังๆ(เสียที) เริ่มที่ Best Thai Supporting Actress of the Year ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ให้รางวัลแยกดารานำกับดาราสมทบ เพราะว่าหนังที่เข้าประกวดมีล้นหลามจริงๆ (แสดงให้เห็นแล้วว่ารางวัลของเราได้รับการยอมรับจากทั่วทุกมุมโลกมากแค่ไหน โฮ่ๆๆๆ) ผู้เข้าชิงทั้งห้าของปีนี้ได้แก่

แสงทอง เกตุอู่ทอง (ไชยา)
ภัทรวรินทร์ ทิมกุล (บอดี้ ศพ#19)
เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ (รักแห่งสยาม)
กัญญา รัตนเพชร์ (รักแห่งสยาม)
อภิญญา สกุลเจริญสุข
(พลอย)

ขอเชิญ ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ เจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงปีก่อนขึ้นมาประกาศรางวัลโดยด่วนคร้าบ
(กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ สนองตัณหากรรมการอีกแล้ว)
และนักแสดงสมทบหญิงไทยแห่งปี 2550 ก็คือ......

 

เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์
เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ (รักแห่งสยาม)

     น่าเสียดายว่าทั้ง จี๊ด-แสงทอง กับ ตาล-กัญญา นั้นทำได้แค่เข้าชิงเท่านั้น เพราะแม้ว่าจะแสดงได้ดีระดับเข้าชิงได้แต่ก็มีจุดให้ตัดคะแนนจุดใหญ่ๆทั้งคู่ ในขณะที่การแสดงของ สายป่าน-อภิญญา นั้นเป็นผลจากการกำกับคาแรคเตอร์ตัวละครของเป็นเอกค่อนข้างสูง ทำให้พลาดรางวัลไปอีกคน
     เหลือสองคนที่คะแนนสูสีกันมาก ทั้ง เมย์-ภัทรวรินทร์ และ พลอย-เฌอมาลย์ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี และเป็นบทสมทบที่มีพลังทั้งคู่ ทั้งการสร้างบรรยากาศกดดันและหลอกหลอนของคนแรก กับบรรยากาศความสดใสและลึกลับของคนหลัง แต่เนื่องจากว่าพลอยได้แสดงบทบาทที่หลากหลายมากกว่า บวกกับข้อได้เปรียบที่ต้องเล่นเป็นสองตัวละคร ในขณะที่ตัวละครของเมย์นั้นออกจะดูมีอารมณ์เดียวเกินไปหน่อยและเป็นบทที่ค่อนข้างเข้าทางกับนักแสดงมาก


มาต่อกันที่สมทบชายเลยครับ Best Foreign Supporting Actor of the Year ผู้เข้าชิงได้แก่...

Paul Dano (Little Miss Sunshine)
Jackie Earle Haley (Little Children)
Eddie Murphy (Dreamgirls)
Forest Whitaker (The Last King of Scotland)
Tom Wilkinson
(Michael Clayton)

Hugo Weaving เจ้าของรางวัลนักแสดงชายปีก่อนจาก V for Vendetta ขึ้นมาแกะซอง
And the name is.....

 

Jackie Earle Haley
Jackie Earle Haley (Little Children)

     จริงๆแล้วทั้งห้าคนนั้นถือว่าใกล้เคียงกันมากๆ เพียงแต่ว่าบทบาทของ Eddie Murphy นั้นจะเทไปทาง Singing Performance มากกว่า และ Paul Dano ที่ยังขาดสีสันกว่าผู้เข้าชิงคนอื่นอยู่บ้าง แต่สำหรับผู้เข้าชิงที่เหลืออีกสามคนนั้นถือว่าเขี่ยวลากดินทั้งสิ้น
     Forest Whitaker สวมบทเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ได้อย่างแนบเนียน ในขณะที่ Tom Wilkinson ก็ทำให้ตัวละครที่ปริ่มๆจะเกินจริง และมีแต่ฉากที่เอื้อให้โอเวอร์แอ็กติ้งกระจายอยู่ทั้งเรื่อง ให้กลายเป็นตัวละครผู้สับสนและเปี่ยมความเป็นมนุษย์ได้อย่างมหัศจรรย์ แต่ทั้งสองต้องแพ้ให้กับผู้ชนะอย่าง Jackie Earle Haley ที่ถือว่าท็อปฟอร์มอย่างยิ่ง เพราะในเรื่องนี้เขาสวมบทบาทเป็นคนโรคจิตกลับใจได้อย่างแนบเนียน และยังต้อง handle การแสดงทั้งในแง่ของความโรคจิตเพื่อให้คนกลัว กับแง่มุมลึกๆในจิตใจที่ต้องสื่อออกมาทั้งภาษาตาและภาษากายเพื่อให้คนดูสงสาร ไม่ให้ทั้งสองด้านเทไปทางไหนมากกว่ากันเพราะจะทำให้ตัวละครเสียทันที
     (แล้วใครมันคิดให้เอาออสการ์ให้ Alan Arkin เนี่ย!!!!)


Best Thai Supporting Actor of the Year ผู้เข้าชิงทั้งห้าคือ....

อมรพล เจียมวงศ์สิริกุล (ลี้)
ปรเมศร์ น้อยอ่ำ (บอดี้ ศพ#19)
เรย์ แม็คโดนัลด์ (ฝัน บ้า คาราโอเกะ)
ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี (รักแห่งสยาม)
ส. อาสนจินดา
(ครูสมศรี)

ศรัณยู วงศ์กระจ่าง เจ้าของรางวัลนักแสดงชายไทยแห่งปีที่แล้ว ขึ้นมาประกาศรางวัล
นักแสดงสมทบชายแห่งปี 2550 ของนาโนกายอวอร์ด ได้แก่.....

 

ปรเมศร์ น้อยอ่ำ
ปรเมศร์ น้อยอ่ำ (บอดี้ ศพ#19)

     ปีนี้สาขานี้ไม่ค่อยมีแคนดิเดตที่แข็งๆ เด่นๆ ให้แข่งกันมากนัก ทำให้นอกจากผู้ชนะและ ส.อาสนจินดา แล้ว ผู้เข้าชิงคนอื่นก็ถือว่าค่อนข้างแตกต่างและด้อยกว่าอย่างชัดเจน (แม้ว่า กบ-ทรงสิทธิ์ จะรับบทคนติดเหล้าเหมือนกัน แต่ว่า ส.อาสนจินดา แสดงออกมาได้แง่มุมกว่า และบทส่งมากกว่า) ในขณะที่การแสดงของ ส.อาสนจินดา แม้จะทำได้ดีและน่าชื่นชมแต่ก็ยังมีห้วงเวลาที่โอเวอร์แอคติ้งอยู่บ้าง (อาจเป็นเพราะเป็นหนังเก่า) ในขณะที่ผู้ชนะของเราแม้จะมีเวลาบนจอไม่มาก แต่เก็บรายละเอียดได้ทุกเม็ดจริงๆ


และรางวัลสุดท้ายของนักแสดงสมทบ กับ Best Foreign Supporting Actress

Adriana Barraza (Babel)
Angelina Jolie (The Good Shepherd)
Kikuchi Rinko (Babel)
Tilda Swinton (Michael Clayton)
Ewa Wencel
(Saviour's Square)

Julia Jentsch เจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงต่างประเทศปีก่อน ขึ้นมาแกะซองประกาศ
And Nanoguy gives the award to this great actress

 

Kikuchi Rinko
Kikuchi Rinko (Babel)

     Angelina Jolie กับ Adriana Barraza ต้องตกรอบไปก่อนสองคนแรก เพราะยังไม่เข้มข้นเท่ากับสามคนที่เหลือ ซึ่งทั้ง Tilda Swinton, Ewa Wencel และผู้ชนะต่างก็แสดงได้อย่างเข้าถึงและตีบทแตกทั้งนั้น เพียงแต่บทของคนใบ้นั้นแสดงได้ยากกว่า และเรียกร้องความสามารถของนักแสดงในการสื่ออารมณ์มากกว่าอีกสองคนที่เหลือ (Ewa ได้บทที่ออกจะโวยวายเจ้าอารมณ์ แต่เธอก็ handle ไม่ให้แลดูโอเวอร์แอคติ้งได้ ในขณะที่บทของ Tilda นั้นก็ออกมานิ่งๆคล้ายของผู้ชนะ หากแต่ว่ายังมีบางช่วงที่ "หลุด")
     Kikuchi Rinko ไม่ใช่แค่ต้องเรียนภาษาใบ้ แต่ยังต้องรวมไปถึงการเก็บอารมณ์ที่แสดงทางสายตา ภาษากาย(เช่นการ "กระแทกมือ" ตอนใช้ภาษาใบ้) โดยเฉพาะในฉากที่ทุกคนที่ดูหนังเรื่องนี้ต้องจำได้ ถ้าหากไม่ได้นักแสดงที่เปี่ยมความสามารถและเข้าใจในตัวละคร ฉากนั้นคงมีค่าเป็นแค่ฉากโชว์ของดาราสาว มากกว่าการ "เปลือยความรู้สึก" อย่างที่หนังทำได้


ผ่านไปครบแล้วสำหรับนักแสดงสมทบทั้งสี่คน เริ่มลุ้นระทึกขึ้นกับรางวัลสำหรับนักแสดงนำทั้งสี่ เริ่มที่รางวัลดารานำชายไทย Best Thai Actor of the Year

สมภพ เบญจาธิกุล (ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคองค์ประกันหงสา)
มาริโอ้ เมาเร่อ (รักแห่งสยาม)
วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล (รักแห่งสยาม)
อัครา อมาตยกุล (ไชยา)
อนันดา เอเวอริ่งแฮม
(Me..Myself ขอให้รักจงเจริญ)

และนักแสดงที่ควรค่าแก่การสรรเสริญก็คือ.....

 

วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล
วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล (รักแห่งสยาม)

     สาขาดารานำชายไทยปีนี้ ถือว่าขับเคี่ยวกับค่อนข้างโหดเพราะฝีมือของผู้เข้าชิงทั้งห้าใกล้เคียงกันมาก และแต่ละคนมีดีเด่นไปคนละทาง (อย่างที่ได้แจกแจงไว้แล้วในหน้าประกาศชื่อผู้เข้าชิง) สร้างความลำบากในการตัดสินให้แก่คณะกรรมการอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะแต่ละคนนั้นหากไปเข้าชิงในปีอื่นๆที่อ่อนกว่านี้ ก็มีโอกาสคว้ารางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมกันทั้งสิ้น
     อย่างกรณีของ สมภพ เบญจาธิกุล นั้นก็ได้รับบทที่เด่นและเอื้อให้แสดงฝีมือมาก แต่กระนั้นก็โดนลดทอนความสำคัญลงไปเพราะตัวละครในเรื่องมีมากเหลือเกิน บวกกับแม้จะเอื้อโอกาสแสดงฝีมือ ก็ยังเป็นการแสดงออกด้านท่าทางมากกว่าอารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ อีกคนที่มีจุดพลาดคือ อัครา อมาตยกุล ที่บางซีนบางอารมณ์นั้นค่อนข้าง over-acting อย่างไรก็ดี เขาพัฒนาฝีมือจากตอนเล่น แม่เบี้ย อย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกับ อนันดา เอเวอริ่งแฮม ที่พัฒนาฝีมือจากคราวที่เล่น ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ขึ้นมากเช่นกัน เพียงแต่การแสดงของเขาในช่วงต้นเรื่องยังดูผิดที่ผิดทางอยู่บ้างจนสังเกตได้ และ มาริโอ้ เมาเร่อ ที่หลายฉากเล่นได้ดีอย่างน่าจดจำ รวมถึงการเล่นด้วยสายตาของเขา ติดอยู่ที่ว่าหลายช่วงตอนเขาดูจะเล่นน้อยเกินกว่าที่บทต้องการ (อาจมองว่าเป็นการ "เล่นน้อยได้มาก" ก็แล้วแต่วิจารณญาณ)
     กรณีของผู้ชนะของเรานั้น อาจมีข้อครหาว่าเขาแทบจะยกบุคลิกของตัวเองมาใส่ไว้ในหนังทั้งหมด (เหมือนกับ มาริโอ้) แต่สิ่งที่คณะกรรมการเห็นว่าเขามีมากกว่านั้นคือความสามารถในการ handle บทดราม่าให้อยู่ในบท ไม่ว่าจะเป็นบทฟูมฟายอย่างตอนจบ หรือว่าบทที่ต้องแบกรับความกดดันในฉากที่เผชิญหน้ากับสินจัย หรือการเก็บอารมณ์เล็กๆอย่างฉาก "เล่นหูเล่นตา" กับมาริโอ้


Best Foreign Actress of the Year นักแสดงนำหญิงต่างประเทศยอดเยี่ยม กับผู้เข้าชิงทั้ง 7 คน ในสาขาที่ตัดสินได้ยากที่สุดอีกสาขาหนึ่งของปีนี้

Marion Cotillard (La Vie en Rose)
Kate Dickie (Red Road)
Vivien Leigh (Gone with the Wind)
Helen Mirren (The Queen)
Moon So-ri (Oasis)
Nakatani Miki (Memories of Matsuko)
Tang Wei
(Lust, Caution)

And then, Please come on the stage.....

 

Moon So-ri
Moon So-ri (Oasis)

     คนที่คะแนนสูงเทียมเท่ากันสามคนได้แก่ผู้ชนะ, Marion Cotillard และ Helen Mirren ในขณะที่คนอื่นนั้นค่อนข้างน่าเสียดาย เพราะหากไม่ต้องมาชนกันเองก็ล้วนมีสิทธิ์คว้ารางวัลสูง เช่น Vivien Leigh ที่มีโอเวอร์แอ็คติ้งตามประสาหนังเก่า หรือ Nakatani Miki ที่ได้บทที่มีสีสันจัดจ้าน แต่ยังอ่อนกว่ากลุ่มผู้นำของปีนี้อย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่ Tang Wei นั้นแม้ว่าจะแสดงได้เกินคาดและน่าจดจำ แต่เหมือนเธอยังทำได้ไม่ถึงกับที่ตัวบทต้องการจากคาแรคเตอร์นี้ ตามความคิดของคณะกรรมการ
     ในสามคนที่เหลืออยู่นั้น ผู้ชนะแลดูจะเสียเปรียบเพราะไม่ได้เล่นเป็นตัวละครจริงตามประวัติศาสตร์ และการแสดงของทั้งสามคนนั้นก็ถือว่าค่อนข้างแตกต่างกัน โดย Helen Mirren นั้นเล่นเป็นควีนเอลิซาเบธที่สอง และแสดงอารมณ์แบบนิ่งๆ ค่อยๆปะทุ ส่วน Marion Cotillard ในบทอิดิธ เปียฟ แสดงอารมณ์แบบค่อนข้างรุนแรงสมจริง ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังต้องรับบทเปียฟตั้งแต่สาวยันแก่ใกล้ฝาโลง แต่สิ่งที่ได้เปรียบที่สุดของผู้ชนะคือ การที่เธอต้องเล่นเป็นคนง่อยแต่กำเนิด แถมยังต้องแสดงความรู้สึกออกมาในแบบของคนง่อยทั้งสายตาน้ำเสียงอารมณ์ ถึงบทของนักแสดงนำฝ่ายชายก็จะแลดูไม่สมประกอบเหมือนกัน แต่หนังเรื่อง Oasis แทบจะวางอยู่บนบ่าของ มุนโซรี เพราะมิฉะนั้นแล้วหนังย่อมพังพินาศ หากขาดความน่าเชื่อถือในความพิการของตัวละคร


Best Thai Actress of the Year ในปีที่เข้มข้นมากๆอีกปีหนึ่ง

สุวัจนี ไชยมุสิก (ยังไงก็รัก)
สินจัย เปล่งพานิช (รักแห่งสยาม)
มาช่า วัฒนพานิช (แฝด)
ลลิตา ศศิประภา (พลอย)
นันทรัตน์ สวัสดิกุล
(แสงศตวรรษ)

และผู้ชนะแห่งค่ำคืนนี้ คือ....

 

สินจัย เปล่งพานิช
สินจัย เปล่งพานิช (รักแห่งสยาม)

     แม้ว่าผู้เข้าชิงจะค่อนข้างสูสี แต่ด้วยปีนี้มาตรฐานของผู้ชนะค่อนข้างสูง ทำให้เหลือคนที่คะแนนเบียดกันอยู่แค่สองคนคือผู้ชนะและ ลลิตา ศศิประภา เท่านั้น ในขณะที่คนอื่นนั้นนับว่าเป็นคราวซวยที่มาเข้าชิงในปีเดียวกับสองคนนี้ เพราะแม้ว่านันทรัตน์(แสงศตวรรษ) จะมีข้อได้เปรียบที่ความเป็นธรรมชาติสมจริงหากแต่ก็ยังดูจืดชืดเกินไป ส่วนมาช่า(แฝด) นั้นในช่วงท้ายของเรื่องเธอยังทำได้ไม่ดีพอและยังไม่น่าเชื่อถือ ส่วนกิ๊ก-สุวัจนี(ยังไงก็รัก) ถือว่าทำได้เกินคาดกับบทที่เกินจริงหลุดโลก แต่ก็ยังดึงให้กลับมาสู่ความสมจริงได้อย่างเหลือเชื่อ แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่สูงมากของปีนี้ ทำให้เธอต้องพลาดรางวัลไปอย่างน่าเจ็บใจ
     นักแสดงมาตรฐานสูงลิบลิ่วทั้งสองคน ยังต้องพิจารณาอีกค่อนข้างเยอะทีเดียว เพราะสินจัยจะแสดงอารมณ์แบบชัดเจนมากกว่า ในขณะที่ตัวบทของลลิตานั้นไม่เอื้อให้แสดงอารมณ์เยอะ แต่ต้องแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย หากแต่นับในแง่ความสมบูรณ์โดยรวมของการแสดง "ทั้งเรื่อง" ถือว่าลลิตายังมีจุดพลาดที่สังเกตได้มากกว่าสินจัย


Best Foreign Actor of the Year พบกับผู้เข้าชิงทั้งห้า เพื่อไม่ให้เสียเวลา (นี่ยังยาวไม่พอใช่มั้ย 55+)

Chris Cooper (Breach)
Bruno Ganz (Downfall)
Tony Leung Chiu-wei (Lust, Caution)
Ulrich Mühe
(The Lives of Others)
Peter O'Toole
(Venus)

In the name of the winner, Nanoguy gives it to....

 

Peter O'Toole
Peter O'Toole (Venus)

     แม้ว่า Chris Cooper จะเข้าสู่การแสดงแบบท็อปฟอร์มอีกครั้งก็ตามแต่เมื่อเทียบกับบทที่เปี่ยมสีสันของผู้เข้าชิงอีกสี่คน ทำให้เขาไม่อาจเป็นผู้ชนะได้ ทั้งการแสดงเป็นฮิตเลอร์ของ Bruno Ganz, คนขายชาติผู้มีอารมณ์อ่อนไหวผ่านฉากเซ็กส์กายกรรมของ เหลียงเฉาเหว่ย, สายลับสตาซี่ผู้ค่อยๆกะเทาะเปลือกในจิตใจของ Ulrich Mühe และตาเฒ่าที่หลงรักเด็กสาวคราวหลานอย่างบริสุทธิ์ใจของ Peter O'Toole
     ฟากของฮิตเลอร์ในฉบับตีความใหม่ น่าเสียดายที่การแสดงอารมณ์นั้นแลดูจะเทไปทางเกรี้ยวกวาดตวาดดะเสียเกือบทั้งเรื่อง จนแทบไม่เอื้อให้ทำอะไรมากนักนอกจากฉากสุดท้าย ส่วนที่เหลืออีกสามคนนั้นถือว่าสูสีมากๆ เพียงแต่ด้วยมาตรฐานที่สูงและความยากของบทที่ Peter O'Toole ได้รับ ทำให้เขาคว้ารางวัลไปได้ เพราะหนังเรื่องนี้ต้องอาศัยการแสดงที่เป๊ะในด้านอารมณ์ในทุกฉากทุกตอน มิฉะนั้นแล้วมันจะเปลี่ยนจากหนังโรแมนติกข้ามวัย กลายเป็นหนังที่ว่าด้วยไอ้แก่บ้าเซ็กส์ไปในบัดดล


ก่อนที่จะไปถึงรางวัลใหญ่มากอย่างผู้กำกับและหนัง คณะกรรมการขอสนองตัณหาตัวเองอีกครั้งด้วยการมอบรางวัลพิเศษ Memorable Cinematography ให้กับภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องนี้...

Children of Men

Children of Men
    
ไม่อยากจะบรรยายมาก ขอให้ไปหามาดูแล้วจับตาดูลองเทคสองฉากเน้นๆ เพื่อที่จะได้กราบเท้าผู้กำกับภาพของหนังเรื่องนี้ได้อย่างสนิทใจ (และรวมไปถึงผู้กำกับอย่างอัลฟอนโซ่ กัวรอนด้วย สำหรับการวางคิวในสองฉากอันสุดแสนอลังการและระทึกใจ)




The Man from LondonThe Man from London
     อาจจะหาดูยาก และการถ่ายภาพของเรื่องนี้ทำเกินเนื้อหาหนังไปหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คืองานด้านภาพที่วิจิตรและน่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดครั้งหนี่งที่คณะกรรมการเคยได้สัมผัส โดยเฉพาะที่ว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำของแท้ (นอกจากลองเทคแล้ว การจัดแสงของเรื่องนี้ยังเรียกได้ว่าเข้าขั้นเซียน




Help Me ErosHelp Me Eros
     
การถ่ายภาพในเรื่องนี้อาจจะไม่ได้สละสลวยหรือน่าระทึกใจเหมือนสองเรื่องแรก แถมในหลายๆมุมยังแลดูดัดจริตสิ้นดี (เช่นการเล่นมุมกับกระจก ที่มีอยู่เกือบตลอดทั้งเรื่อง) แต่สิ่งที่คณะกรรมการชื่นชอบที่สุดคือ การถ่ายควันกัญชาที่ลอยอ้อยอิ่ง ให้แลดูโรแมนติกอย่างน่าโหยหา    






Best Thai Director of the Year ปีนี้เป็นปีแรกของนาโนกายอวอร์ด ที่แจกรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม

พิมพกา โตวิระ (The Truth be Told: The Cases Against Supinya Klangnarong)
เป็นเอก รัตนเรือง (พลอย)
อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (แสงศตวรรษ)
ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (รักแห่งสยาม)
วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง
(หมานคร)

และผู้กำกับไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัลนี้....

 

 อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (แสงศตวรรษ)

     โดยภาพรวมของหนัง พิมพกา กับ เป็นเอก ถือว่ายังไม่สมบูรณ์มากนักกับผลงานของพวกเขา จนทำให้เหลืออีกสามคนที่คะแนนเบียดกันอีกสาขาหนึ่ง ด้วยสไตล์หนังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสามเรื่อง ยิ่งทำให้ยากแก่การตัดสิน ก่อนที่เจ้ย-อภิชาติพงศ์ จะเบียดเข้าวินในวินาทีสุดท้าย ด้วยภาพรวมของหนังที่หาจุด "หลุด" ได้ยากกว่าหนังของชูเกียรติและวิศิษฎ์ รวมไปถึงการกำกับอารมณ์ของหนังโดยรวมให้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในสองพาร์ตของหนัง แม้ว่าจะด้อยกว่า "รักแห่งสยาม" ในเรื่องการกำกับนักแสดงอยู่หน่อยก็ตาม


Best Foreign Director of the Year

Darren Aronofsky (The Fountain)
Alfonso Cuarón (Children of Men)
Ang Lee (Lust, Caution)
Cristian Mungiu (4 Months, 3 Weeks and 2 Days) 
Gaspar Noé (Irreversible)
Alejandro González Iñárritu (Babel)   
Iwai Shunji (All About Lily Chou-Chou)

This name deserves the award....

 

Alfonso Cuaron
Alfonso Cuarón (Children of Men)

     Cristian Mungiu มาเข้าชิงในปีที่ค่อนข้างเขี้ยวลากดิน เพราะตัวหนังเองไม่ได้ต้องคุมอะไรมากมายนัก ในขณะที่ Alejandro González Iñárritu แม้ว่าจะกำกับหนังหลากชีวิตมาจนถนัดมือ แต่ในผลงานล่าสุดอย่าง Babel เขาทำให้พาร์ตญี่ปุ่น "โดด" ออกมาจากพาร์ตอื่นอย่างออกหน้าออกตาเกินไป
     สำหรับคนที่เหลืออีก 5 คนนั้น ความสามารถใกล้เคียงกันอย่างมาก ทำให้ต้องมาพิจารณาที่ความยากของผลงานอีกต่อหนึ่ง ทำให้เหลือแค่ Darren Aronofsky กับ ผู้ชนะของเราขับเคี่ยวกันในโค้งสุดท้าย น่าเสียดายที่คนอื่นๆต้องมาเข้าชิงในปีนี้ ซึ่งเมื่อเทียบผลงานระหว่าง The Fountain กับ Children of Men แล้ว ผลงานของอัลฟอนโซ่ กัวรอน ถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซ และต้องอาศัยพลังของผู้กำกับอย่างสูงมากกว่า The Fountain (ใจจริงก็อยากให้หมดเลย แต่รางวัลใหญ่เราให้ได้แค่คนเดียวเท่านั้น)


เข้าสู่รางวัลสุดท้ายของไทยแล้วครับ Best Thai Film of the Year

The Truth be Told: The Cases Against Supinya Klangnarong
พลอย
รักแห่งสยาม
แสงศตวรรษ
หมานคร

และภาพยนตร์ไทยแห่งปี 2550 คือ....

 

 

 

 

 รักแห่งสยาม

     แคนดิเดตสำคัญของสาขานี้เหลือเพียง รักแห่งสยาม, แสงศตวรรษ และหมานคร เช่นเดียวกับในสาขาผู้กำกับ ซึ่งก็น่าเสียดายแทน "หมานคร" ที่ต้องมาเข้าชิงในปีที่มาตรฐานของผู้ชนะสูง ซึ่งรักแห่งสยาม กับแสงศตวรรษ(ที่เพิ่งได้สาขากำกับไป) ก็ทำให้คณะกรรมการลำบากใจอีกแล้ว เพราะว่าเป็นหนังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในด้านรูปแบบภาพยนตร์
     สุดท้ายแล้ว รักแห่งสยามคว้ารางวัลนี้ไป เพราะถือว่าเป็นหนังที่ "ครบรส" มากกว่าแสงศตวรรษ โดยเฉพาะในด้านการแสดงที่เหนือกว่าแสงศตวรรษอย่างเห็นได้ชัด (อาจมองได้ว่า "แสงศตวรรษ" เน้นที่ความเป็นธรรมชาติ) และในองค์ประกอบอื่นนั้นก็ถือว่ายังอยู่ในมาตรฐานที่สูงพอๆกับแสงศตวรรษ


รางวัลใหญ่ที่สุดแล้วครับ Best Foreign Film of the Year

4 Months, 3 Weeks and 2 Days
All About Lily Chou-Chou
Children of Men
The Fountain
I Served the King of England
Memories of Matsuko
Pan's Labyrinth

And you will be the finale of this award....

 

 

 

 

 All About Lily Chou-Chou

     หลังจากการลงคะแนนรอบแรก เหลือแคนดิเดตที่มาขับเคี่ยวกันในรอบสุดท้ายสามเรื่องคือ The Fountain, I Served the King of England และ All About Lily Chou-Chou และหนังที่ได้รางวัลยอดเยี่ยมปีนี้ คือหนึ่งในหนังที่ touch ความรู้สึกของคณะกรรมการมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา


SEE YOU IN

NANOGUY AWARDS 2008

edit @ 17 Feb 2008 05:04:43 by nanoguy

Comment

Comment:

Tweet

กะจะเข้ามาอ่านตั้งนานแล้ว ในที่สุดก็มีเวลา(จริงๆเพิ่งนึกได้)
ยาวมาก แต่อ่านจบนะ
ไม่มีอะไรจะบอกอีก นอกจาก ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นสาวก ยู อาโออิ คนนึง จึงอยากให้ท่านคณะกรรมการไปหา Hana&Alice มาดูเร็วไว open-mounthed smile น้องยูเต้นบัลเล่ต์ได้งานหยดมากๆ

ปล. ตกลงก็ยังงงๆว่าคุณนาโนไปทำอะไรกับขาใหญ่ที่ไหนในพันทิปคะ เหอๆ สงสารอ่ะ

#66 By *cinnamoroll on 2008-03-18 16:48

กระผมมีความเห็นต่อผลรางวัลดังนี้



When I Slept over the Night of Revolution

อ่านที่คุณนาโนเขียนแล้ว ความอยากดูพุ่งปรี๊ดดดดดดดดดดดดด
เสียดาย แบบนี้ไม่มีให้โหลด 555



Worst Sequel of the Year

ผมขอเอา Pirate3 มาแทน Nana2 ได้ไหม
อย่างน้อยเรื่องหลัง ถ้าตัดนานะแอ๊บแบ๊วไปแล้ว มันยังพอมีเนื้อมีหนังมีความดีงามเหลืออยู่บ้าง
ส่วนที่เหลือ (โดยเฉพาะเรื่องแรก)เห็นด้วยทุกประการ



The Most Disappointed Film of the Year

ผมให้ The Last King of Scotland นะ
เพราะความหวังทะลุเพดาน กะจะได้ดูหนังการเมืองแบบลุ่มลึกซักเรื่อง
แต่พอดูจริงๆ อยากร้องตะโกนบอกฟ้าว่า
"ทำไมหนังมันหน่อมแน้มแบบนี้!!!!!!!!!!!!!!!!"
14 ตค. สงครามประชาชนของบ้านเรา ยังดีกว่าหลายเท่าเลย



The Worst Ending of the Year

ไม่มีอะไรจะมาเทียบเท่า Next ของผมได้อีกแล้ว
No Country for Old Man กับ The Mist ที่ว่าจบเหวอแล้ว เจอเรื่องนี้ชิดซ้ายไปเลย
(แต่ 2 เรื่องหลังจบเหวอแต่ทำให้หนังดีขึ้น ส่วนเรื่องแรก...)



Worst Thai Film of the Year

ท่าทางคุณนาโนจะไม่ได้ดู "รักไม่จำกัดนิยาม" ใช่ไหมครับเนี่ย เรื่องนี้ถึงหลุดโผไปได้ 555
สำหรับผม ตอนดูบอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม2 หอแต๋วแตก หรือโกยเถอะเกย์ ผมก็คิดเอาไว้ว่า จะมีหนังเรื่องไหนแย่กว่านี้อีกไหมเนี่ย
แต่พอดูเรื่องนี้เข้าไป หนังเรื่องไหนที่ว่าแย่ กลับชิดซ้าย กลายเป็นหนังเปี่ยมคุณภาพไปเลย

ปล.ลาง-หลอก-หลอนเป้นของไฟว์สตาร์ไม่ใช่หรือครับ



The Worst Movie of the Year

ความจริงน่าจะแบ่งเป้นหมวดหนังไทย-หนังต่างประเทศไปเลยนะเนี่ย ผู้เข้าชิงจะได้ไม่ปนกันมาก
ส่วนรางวัลนี้ ไม่ขอคอมเมนต์อะไรมาก เพราะเห็นด้วยทุกประการ 555
ไม่น่าเชื่อ ไอ้ทีมนี้ยังจะทำ Meet the Spatans ออกมาอีกแน่ะ



หนังสะใจแห่งปี

ผมให้ หนังเรนเหมือนกันครับ
นอกจากหนังจะมำให้แฟนคลับเรนงงแล้ว
แฟนคลับผกก.อย่างผม(ผมชอบ Old Boy มากๆ)ดูจบยังไมเกรนขึ้นเลย



Best Short Animation of the Year

No comment...



Best Animation of the Year

เห็นด้วยอีกแล้ว เป้นหนังที่เวลาดู ผมไม่คิดเลยว่า นี่คือการ์ตูน
บทนี่ หนังผู้ใหญ่ยังอาย
พิกซาร์จงเจริญ!!!



Breakthrough Visual Techniques

ผมประทับใจเทคนิค eternal sunshine of the spotless mind มาก
เรียบง่าย แต่เก๋ามาก



Scene Stealer of the Year

เห็นด้วยที่ว่าวิลเลม ดาโฟฮากว่ามิสเตอร์บีนอีก
เพราะฉากเมืองคานส์ฉากเดียว ทำให้หนังเรื่องนี้ยังพอมีความดีความงามอยู่บ้าง
ส่วนเจ๊เอมม่า ขอสารภาพว่า เพิ่งรู้นี่แหละว่าเป็นเจ๊แก นึกตั้งนาน ว่าอยู่ทำไมหน้าคุ้นๆ
ปล.คำว่า ขโมยซีน ตะหงิดๆ ว่าเขาไม่น่าใช้ศัพท์อังกฤษคำนี้นะ (แต่คำที่ถูกต้องว่าไง ไม่รู้หรอก)



Most Adorable Kid Actress of the Year

เห็นด้วยกับผลรางวัล...อีกแล้วครับท่าน
แต่แอบเทใจให้น้องยูมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย เพราะตรงสเป็คผมพอดี 555



Best Lecture Film of the Year

ไม่เคยดูสักเรื่องครับ
แต่เคยดูหนังที่ใกล้เคียงกับหนัง Lecture ที่สุดคือ Waking Life
วึ่งนอกจากจะมึนซับที่เร็วเป็นจรวดแล้ว
ยังงงกับเนื้อหาที่ยกมาคุยทั้งปรัชญา ความหมายชีวิต สังคม ความสัมพันธ์ จักรวาล และหลายชวนงงอีกล้านแปด


เดี๋ยวมาต่อครับ

#65 By นกไร้ขา (58.8.84.46) on 2008-03-06 01:05

แม้จะยาวมาก แต่อ่านมันส์ จนลืมเบื่อ

#64 By kitt on 2008-02-28 21:50

เป็นการอ่านผลการมอบรางวัลที่สนุกสนานที่สุดเท่าที่เคยได้อ่านมาคัฟ

เรื่องเพื่อน ของเฮียพจน์ เฮ้อ ไม่อยากบอกใครเลยว่าจะอยู่ประเทศเดียวกันกับเฮียเค้า ยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ

#63 By N.P on 2008-02-28 21:19

ทมายรางวัลแม่มเพิ่มขึ้นทุกปีเลยวะ
ปีก่อนๆ มันไม่ยาวงี้นี่หว่า
อีกซัก 5 ปี กรูคงต้องใช้เวลาอ่านซักวันหนึ่งละมั้ง

#62 By MadSatan (203.118.84.197) on 2008-02-28 17:41

อ่านกันเหนื่อยเลย
ขำคำบรรยายรูป เคท อ่ะ 5 5

#61 By grappa (58.9.185.210) on 2008-02-27 21:54

^
^
อ้าว เมื่อกี๊ลืมลงชื่อ แต่ดูรูปแบบและสำนวนแล้วก็คงรู้เนาะว่าเป็นพี่

#60 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-02-27 13:36

กอด ... มันดีขนาดนั้นเลยเหรอครับตี้?!? ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นหนังไทยเรื่องที่ 2 ที่ตี้ให้เกรดถึงขนาด A +++++++ ต่อจากรักแห่งสยามใช่ป่าวครับ?
... ตอนแรก สิ่งที่ทำให้พี่อยากดูก็คือ มันเป็นหนัง GTH กับตัว ผกก. คุณคงเดช ... แต่สิ่งที่ทำให้ไม่อิน ก็คือไอเดียเรื่อง 'คน 3 แขน' (เหมือนไอเดียเริ่มต้นของ Me ... Myself ที่กระเทยแต่งหญิงกลายเป็นผู้ชาย) กับคู่ดารานำทั้ง 2 คน อ่ะครับ
... แต่ถ้าเสียงออกมาชื่นชมเป็นเอกฉันท์เยี่ยงนี้ เด๋วถ้ามีเวลา ต้องกลับไปตามเก็บซะหน่อยแล้วอ่ะครับผม

#59 By (202.69.140.130) on 2008-02-27 13:33

ครับผม

หลายเรื่องเห็นตรงกะคุณนะครับ
ยาวมากมาย กรูคงอ่านไม่ครบทุกอณูอ่ะนะ
ก็พอจะเดาใจ "คณะกรรมการ" ได้บางเรื่องอ่ะนะ ผลที่ออกมาก็ตามคาด
บางเรื่องกรูก้อไม่เคยดูเลยว่ะ
สงสัยจะเรียนหนักไปแล้วปีนี้!!!
sad smile

#57 By ปาล์ม eC0n tu (125.26.188.198) on 2008-02-23 15:32

ช่วงที่ประกาศวันละ 1-2 รางวัล ผมแวะมาอ่านทุกวัน
กะว่าครบเมื่อไหร่ค่อยเมนต์ทีเดียว
แต่ตอนที่ครบแล้ว มัวยุ่งๆ เลยไม่ได้เมนต์ แล้วก็ลืมไปเลย big smile

ชอบรางวัลหนังสะใจแห่งปี

นาโนดูหนังเยอะดีครับ
ถ้าผมจัด สาขา worst ทั้งหลายโดยเฉพาะหนังไทยคงต้องตัดทิ้ง
เพราะถ้าไม่อยากดู ผมก็ไม่ดูซะเลยสบายใจดี
ปีที่แล้วผมเลยดูหนังไทยแค่ 6 เรื่อง ไม่มีเรื่องไหนถึงกับแย่ ทุกเรื่องโอเคหมด

จนมาดู ช็อคโกแลต นี่ล่ะ sad smile

#56 By aloneagain (124.120.25.220) on 2008-02-22 04:02

คือ ไม่ได้เถียงนะครับว่ากรณี anti left wing นั้นเป็นการ "ด่ากระทบ" USA ในตัวด้วย แต่น้ำหนักของการด่า กะ irony ต่างกันอยู่นะ ผมว่า คือจริงๆ แล้ว กรณี anti left wing นั้น ที่หนักที่สุด ไม่ใช่คำพูด ของนักแสดง แต่เป็น condition ซึ่งสร้างขึ้นให้ Soviet ดูเลว (ส่วนที่ผมบอกว่า เป็น one side information นั่นอ่ะ)

คือ
1. ไม่ได้มีการพูดถึง สิ่งที่อัฟกานิสถาน ได้กระทำต่อ "เชลยสงครามชาวโซเวียต" เลย (ซึ่งเลวร้ายไม่แพ้กับที่โซเวียตทำ)

2. ต่อให้นับเฉพาะการอิงข้อมูลด้านเดียว ก็ยังนับว่าหลายจังหวะยัง raise อารมณ์ไม่ขึ้นอยู่ดี คือเข้าใจว่าเป็น comedy แบบเสียดสีสังคมนะ แต่มีหลายฉากที่ พยายาม "ดึงอารมณ์คนดู" ให้เข้าไปร่วมรู้สึกด้วย แต่ยังไม่ดีพอ (พูดมากกว่านี้เดี๋ยวจะสปอยล์หนังเอา เพราะต้องยกตัวอย่าง)

เอาเป็นว่า ท่านนาโน ไปดูก่อนละกัน แล้วค่อยมาละเลง พราะจริงๆ แล้วผมอาจจะคาดหวังกะเรื่องนี้มากไปก็ได้ เลยรู้สึกแย่ เกินกว่าความแย่จริงๆ ของมัน (เหมือนกะ Michael Clayton ที่ผมหวัง มากกว่าที่มันเป็นมาก ทั้งๆ ที่จริงๆ มันก็ไม่ได้แย่อะไร...ดีเลยด้วยซ้ำ แต่ผิดหวังอ่ะ)

ด้วยความเคารพ

#55 By fallingangels (124.121.5.37) on 2008-02-21 01:22

^
^
ผมยังไม่ได้ดูหรอกนะครับ
แต่เท่าที่อ่านเนื้อเรื่อง ส่วนที่ propagandize anti-left wing นี่ น่าจะเป็นส่วนที่เอามาตลบหลังอเมริกาอีกที มิใช่หรือ

เดี๋ยวรอดูแล้วจะลองมาว่ากันอีกที ว่าการนำเสนอมันเป็นอย่างไร
(อนึ่ง Mike Nichols เคยกำกับเรื่อง Closer ซึ่งเป็นหนังที่ผมชอบมาก - A+)

#54 By nanoguy on 2008-02-21 00:12

วันนี้ผมเพิ่งจะได้ไปดู Charlie Wilson's War มา บอกตรงๆ ว่าเซ็งว่ะ (เพิ่งพ้นอาทิตย์สอบนรกมา เลยได้ทีไปดูหนัง)

หากพูดในแง่เฉพาะเรื่อง Skill of Negotiation ก็ต้องถือว่าทำออกมาได้โอเค แต่ผู้กำกับห่วยแดกมาก ด้วย condition ของหนังแบบนี้ ควรจะสามารถ raise อารมณ์คนดูได้มากกว่าที่มันเป็นอยู่มาก อีกทั้งยังเป็นหนังสไตล์ฮอลิวูดสุดๆ คือ One Side Information สุดกู่ Propagandize anti left wing เต็มอัตราศึก

อีกทั้งผมว่าเรื่องนี้จูเลีย โรเบิร์ตแสดงได้ "ไม่อิน" ที่สุดเท่าที่ผมเคยดูหนังที่เธอแสดงมาทีเดียว (ซึ่งนั่นก็ไม่เยอะเท่าไหร่ 555) ส่วนทอม แฮงค์ ผมว่าอย่างน้อยที่สุด ก็ทำได้ดีกว่าตอนที่แสดงเป็นโรเบิร์ต แลงดอน ในดาวินชีโค้ด

สรุป เรื่องนี้ ควรได้ "อย่างมากที่สุด" (คะแนนเต็ม A+) คือ B (นี่ให้แบบเอาใจสุดๆ แล้ว) บอกตามตรงว่า Disappoint สุดๆ กับเรื่องนี้ (หวังไว้สูงจัด)

ด้วยความเคารพ

#53 By fallingangels (124.121.6.24) on 2008-02-20 23:56

ลิลี่ !!!

#52 By merveillesxx (58.8.125.3) on 2008-02-20 09:56

รูปพิชชี่ไม่ขึ้น
มีงอนอะแก

พลาดสุวรรณหงส์ไปซะแล้ว คุณพิชชชชช

#51 By พระเจ้า** (58.9.2.117) on 2008-02-20 01:54

ยาวมากๆๆๆๆ

epic movie เห็นด้วยอย่างแรงงงงงงง

ว่าแต่ยังไม่ได้ดู hana and alice จริงอ่ะ
ยูน่ารักมากๆๆๆๆๆ รีบหามาดูซะ
ดูแล้วเราไม่เชื่อว่านี่คือเด็กที่เล่น all about lily shou-shou
เพราะตอนเล่นเรื่องลิลี่ ยังไม่ค่อยน่ารักเท่าไรเลยอ่ะ

#50 By เส (124.121.164.75) on 2008-02-19 23:53

มันครับ

เห็นทีต้องหาเรื่อง All About Lily Chou-Chou มาดูซะแล้ววววววววว
ขยันจริงๆเลยนะ เออ ...

เราดูหนังไม่ค่อยเยอะอ่ะ แต่ยินดีกับทุกรางวัล ที่แกมอบให้รักแห่งสยาม 555+

โชคดีในการสอบเว่ย และเจอกาน

#48 By nupig (161.200.255.162) on 2008-02-19 18:09

พึ่งกลับมาเห็นว่าคุณnanoguy กลับมาEditเพิ่มเติมครับ แหะๆ ผมเดาไม่ผิดเลย ว่าคุณนกสินจัยต้องได้รางวัลดารานำหญิงไปครอง

ส่วนเรื่อง"เพื่อน"...ล่าสุดได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสุพรรณหงส์เชียวนะครับ sad smile (ถ้าสุพรรณหงส์ให้อีก4เรื่อง ผมคงไม่คิดอะไรมากมาย เพราะผู้เข้าชิงอีก4รายน่าจับตามองทั้งนั้น แต่...ผลพลิกล็อกสุดๆ เหอๆ)

ปล.คอมเมนท์ของผมคงจะยาวกว่านี้ครับ ถ้าผมไม่ต้องไปสอบตอนเย็น + ติวหนังสือตอนบ่ายโมง ดังนั้นผมขอไปทำธุระก่อนล่ะครับ ไว้มีเวลาจะกลับเข้ามาพิมพ์ต่อ big smile

#47 By SkyKiD on 2008-02-19 12:17

ไวรัสพันทิพปรึซึ่มมันเป็นไวรัสหรอวะเนี่ย
เพิ่งรู้นะเนี่ย



แกเขียนได้เยอะดีหว่ะ
ยังอ่านมะจบเลย



ว่าแต่สปอนเซอร์มืงนี่เป็นไผฟะ

#46 By เจ้าพ่อเสมา (124.120.104.183) on 2008-02-18 23:41

มึงกูจ้างหน่อนน่ะเอาเวลาพิมพ์มาช่วยกูทำรายงานนิดนึงมึงนี่ว่างสัดดดดอ่ะ
แต่ดีกูจะได้มีไรอ่าน
ชอบๆๆ มึงงง
เพราะรักแห่งสยามได้หุหุ

#45 By พูม (58.9.245.187) on 2008-02-18 23:21

รางวัลขโมยซีน

นึกถึง ป้าจิ๊ก เนาวรัตน์ คนแรกเลย เรื่อง เมล์นรก ขโมยจริงๆ (แต่ถ้าเป็นในวงการจอแก้ว กูให้ พี่เปิ้ล จารุณี ตั้งแต่ ขิงก็รา มาถึง ฟ้ามีตะวันหัวใจฉันมีเธอ แม่งสุดๆแหละร้ากกกกพี่เปิ้ลมาก)

รางวัลหญ้าอ่อนน่าเคี้ยว รางวัลไรว่ะ ตอหลดตอแหล่จริงๆ

เรื่อง กลับมายอดเยี่ยม กูเฉยๆกับเฟรช น่ะ ในหนัง อาจเป็นเพราะไดอะล๊อกชีค่อนข้างน่ารำคาญเหมือนกรอซ้ำก้ได้ ยิ่งเสียงเธอเหน่อๆด้วย ฟังแล้วน่าเบื่อฉิบหายเลย กูชอบฝีมือในละครมากกว่า เรื่อง แม้เลือกเกิดได้ เล่นเป็นโสเภณีขาเป๋ เจ๋งจริง

แล้วอะไรของมึง แคท แบลงแชง เนี้ยยยยย
กูสงสารเคทจริงๆ มึงไปจีบครูเคทแทนยังง่ายกว่าน่ะ

อะไร พลอย เชิญมาร ได้สมทบเหรอ เออกูยังไม่ได้ดู ยังไม่ลงความเห็น แค่คิดว่ามึงลำเอียง....แต่เม กูก็แอบคิดน่ะว่า เค้าก็ไม่ได้เล่นดีมาก เพราะอิมเมจดารารายมันก็ตัวเค้าชัดๆอ่ะ เกีกหน้านิดๆ แค่เนี้ย ดาราราย

สมทบหญิงสากล อ้าวนึกว่าเจ๊โอ่งจากบาเบลจะได้ ฉากที่ไปตามหารถ กูดุแล้วจะบ้าตาย เครียดเหลือเกิน เจ๊โอ่งก็ช่าง กระซิกๆๆๆๆๆๆ สุดท้ายยัยใบ้ได้ไป (กูว่าเค้าแคสคนที่ฝีมือมากน่ะ เพราะหน้ากูว่า ชียังกะคนต่อโท)

รางวัลหนังไทย ชิส์ๆๆๆ รักแห่งสยามประเทศอีกล่ะ
ลำเอียงสุดๆquestion

#44 By หนึ่ง (161.246.1.36) on 2008-02-18 21:56

โอ๊ยยยย มาถึงครึ่งทางล่ะ มึงจะทรมานคนอ่านไปถึงไหน
สาดดดดดดดดดดดดดดดด long take อะไรเช่นนี้


เดี๋ยวกูหยิบปากกา กับกระดาษก่อน มีหลายจุดอยากแสดงความคิดเห็น

#43 By หนึ่งว้อย (161.246.1.35) on 2008-02-18 19:39

ถ้าชอบหนู Aoi Yu
อย่าลืมดู Rainbow song อีกเรื่องนึง

ชอบมาก (กว่า Hana & Alice)
แต่ก็ยังไม่ที่ Lily นะ

ชั้นว่า Lily เป็นมาสเตอร์พีซของชุนจิ อิวาอิแล้วว่ะ

ที่เพิ่งชอบลิลี่เพราะเพิ่งได้ดูล่ะสิ
ชั้นดูตั้งแต่อยู่เตรียมแล้วย่ะ
(แล้วตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจด้วยเหอะ 555+)

#42 By myo (161.200.255.162) on 2008-02-18 18:09

+ โฮ่ๆๆ กว่าจะมีเวลามาอ่านเวอร์ชันเต็มๆ ซะทีแฮะ แต่ก็ดีที่เป็นเวอร์ชันสมบูรณ์แล้วพอดีอ่ะครับ
+ เมื่อคืนระหว่างทำอะไรเพลินๆ ก่อนนอน พี่เผลอไปเปิดช่อง 7 สี ทีวีเพื่อใคร?!? เข้า เลยได้ฝันร้ายก่อนนอนเลยตรู sad smile
... เมย์ ภัทรฯ ไม่ติดรายชื่อผู้เข้าชิงประกอบหญิง ก็เลวร้ายระดับนึงแล้ว
... เปิงมาง ติด 5 เรื่องสุดท้ายหลายรางวัล นั่นก็อีกระดับนึง
... รางวัลส่วนใหญ่ ที่ประกาศออกมา พอรับได้ แต่คุณสินจัยดันพลาดนำหญิง embarrassed ให้ป้าช่า (ก็ยังพอรับได้)
... แต่ที่รับไม่ได้ ก็คือ ... บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ เพื่อน ... กรูรุกมรึงหว่ะ!!!
... ยังดีที่ รักแห่งสยาม ได้ภาพยนตร์ กับ ผกก. ยอดเยี่ยมนะนั่น

+ อืม ... เห็นด้วยแฮะ กับผลรางวัลเกือบทั้งหมด ถึงแม้พี่จะพลาดหนังดีๆ ที่ตี้ได้ดูไปมากมายหลายเรื่องก็ตาม cry
+ ซาร์แมนธา มอร์ตัน กับทิลดา สวินตัน พี่ว่าเธอ 2 คนคล้ายๆ กันตรงที่เป็นดาราอังกฤษที่เจ๋งและสามารถขโมยซีนในหนังเรื่องต่างๆ ที่เธอปรากฎตัว ทั้งๆ ที่คนดูอาจแทบไม่ได้สังเกตเห็นเธอเลยอ่ะครับ ... อย่างในรางวัลที่ตี้แจกเธอไป พี่ว่าถ้าไม่ได้เธอเล่นเป็นพระนางแมรี่ ควีนออฟสกอต ราชินีองค์นี้ในหนังเรื่องนี้อาจดูกะหลั่ว ฟูมฟาย เป็นนางมารร้ายไร้ศักดิ์ศรี ไม่คู่ควรจะต่อกรกับอลิซาเบธไปเลยก็ได้อ่า ... ยังโชคดีที่ได้ระดับเธอมาเล่น ก็เลยดูดี มีสง่าราศีมากขึ้นอ่ะครับ

+ Most adorable actress พี่ขอเลือก เรเชล เฮิร์ด วูด ... คนอะไรสวยยังกะภาพวาดติดฝาผนังในปราสาท เหอๆๆ
+ เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับสาขา ประกอบชายยอดเยี่ยมต่างประเทศ (โดยเฉพาะบรรทัดสุดท้ายที่เขียนไว้) , นำชายไทย (พิชชี่ กี๊ซซซซซซซซ), นำหญิงไทย, นำชายต่างประเทศ, หนังไทย ... ส่วนนำหญิงต่างประเทศ เชียร์มาริยง อยากให้เธอได้ออสการ์ (แต่ก็ยังไม่ได้ดู Away from her เลยไม่รู้ว่า จูลี่ คริสตี้ เล่นได้เทพขนาดไหน) แต่ถึงขนาดชิงบาฟต้า มาได้ ก็มีสิทธิ์ลุ้นเหมือนกันนะเออ

+ เห็นด้วยอย่างที่สุด กับรางวัลสุดท้ายครับ ... ทุ่งหญ้าอีเธอร์นั่น ก็คงหลอกหลอนและติดตาพี่ไปประวัติศาสตร์การดูหนังของตัวเองไปอีกนานเท่านานเช่นกัน หนังบ้าอะไรก็ไม่รู้ ตราตรึงอยู่ในความรู้สึกได้ขนาดนี้อ่า เหอๆๆ ซู้ดยอดดดด big smile

#41 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-02-18 11:36

Hey!!!!
อย่ามาดูถูกแมงป่องมันมากนะท่านนาโน บางทีมันก็ผลิตแผ่นหนังนอกเหนือความคาดหมายของผมนา เลยลองไปดูๆ มันน่ะ (จำไม่ได้แล้วว่าเคยซื้อหนังเรื่องอะไรจากร้านแมงป่อง แต่ไม่เคยคิดว่าแมงป่องมันจะมี)

ว่าแต่ท่านเหอะ ไม่เร่งปั่นงานสุรัตน์ เดี๋ยวจะโดนแรงกดดัน อัดให้เตี้ยกว่าเดิมเอานา (ผมตอนนี้ เส้นเลือดสมองจะแตกอยู้แร้ว แม่งสั่งงานกัน อย่างก๊ะลูกศิษย์เป็นทาส...สั่งกันได้ทุกวิชา)

ด้วยความเคารพ

#40 By fallingangels (124.121.1.249) on 2008-02-17 23:41

^
^
คุณใช้ส่วนไหนคิด ถึงได้ไปหาหนัง "อีโรติกโลกแตก" เช่นนี้ใน "แมงป่อง" ครับ
(5555)

#39 By nanoguy on 2008-02-17 23:14

เรียนท่านคณะกรรมการ (ผู้สูงไม่ถึงสะดือของ แบลนเช็ตต์)

เรื่อง Anatomy of Hell นั้นอยากหยิบยืมจริงๆ ครับแต่หากจะยืมคงต้องขอให้พ้นสัปดาห์นรกนี้ไปก่อน แล้วจักขอยืมแน่นอน

ด้วยความเคารพ

ปล. ที่ผมว่าผมหาไม่เจอ คือผมดูกับร้านแถวๆ บ้าน ตามโลตัส บิ๊กซี แมงป่อง ไม่เจอ ผมก็เลิกหาแล้วครับ ผมไม่ขยันขนาดจะถ่อร่างกายอันแสนจะเพรียวบางไปหาแถวมาบุญครอง หรือนานา หรือ whereever หรอก...ถ้าเป็นหนังสือการ์ตูน หรือ Forbidden Book ก็ว่าไปอย่าง 555

#38 By fallingangels (124.121.1.249) on 2008-02-17 20:40

เจ๋งๆ
ชอบๆ
ทำต่อไปนะนาโน

ปล. หึๆ รักแห่งสยามมม
ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

#37 By 125 66 (58.9.47.193) on 2008-02-17 18:22

ลืมบอกชื่อ...

#36 By OncE UPoN'-'a MaN or I-นัทของพี่ (125.25.254.211) on 2008-02-17 16:40

อ่านแล้วเหมือนจะมีสาระ แต่ผมหาไม่เจอว่ะพี่...

สาระที่ดีมีอย่างเดียว คือ คำพูดของ แบลนเช็ตต์
"รอไปอีก 50 ปีเถอะฮ่ะ... ให้ตัวสูงเท่าสะดือดิชั้นก่อน"sad smile

#35 By (125.25.254.211) on 2008-02-17 16:39

คณะกรรมการรีเควสมาว่าให้เม้นยาวๆ...

ด้วยความรักอันล้นเหลือที่มีต่อคณะกรรมการ...ดิชั้นจะพยายามค่ะ m(_ _)m

อยากดูไอแอมไซบอร์กว่ะ... คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าจะสมน้ำหน้าอีพวกเข้าไปดูเรนได้ดีทีเดียว กรี๊ดๆ 5555

ที่รัก..เค้าทายถูกเรื่อง Conflict 555 เค้าว่าแล้วแหละ...เพราะเคยดูแล้วก็ชอบมากเหมือนกัน อิอิ

ก็ระทะถุยเค้ายังไม่ได้ดูอ่ะ เลยนึกว่าตะเองจะเลือกซิมสัน...โถ่วๆ มันออกจะเลวๆเหมาะกะตะเองดีออกนะ อิอิ ^ ^'

พี่เฟรชชชชชชช!!! ชอบมากค่ะคนนี้ ชอบตั้งแต่ดูรัก8009แล้ว เป็นผู้หญิงที่...ทำไมก็ไม่รู้ อิชั้นช๊อบบบบบชอบฮ่ะ... กลับมาเล่นหนังเล่นละครอีกเถอะค่ะพี่เฟรช หนูรอพี่อยู่นะคะ >3<

อยากดูกอนวิธเดอะวินด์อ่ะ มันมีอยู่ที่บ้าน...แต่ยังไม่แงะมันออกมาดูซะที...เพราะ...ได้ข่าวว่ามันยาววววววววววววววววมาก เลยกะไว้ว่าซักวันนึงที่นอนพอเพียงและอยู่บ้านยาวนาน จะหยิบมันมาดู...

พี่นก สินจัยนี่กะไว้อยู่แล้วว่ายังไงต้องได้ หุหุ ก็เห็นคณะกรรมการปลื้มขนาดนั้น...ถ้าไม่ใช่คนนี้แล้วใคร๊มันจะได้ล่ะคะ...(อิชั้นก็ปลื้มไม่แพ้กัน ฮ่าๆ)

อยากดูchlidren of men อ่ะ...อัลฟองโซ่ คัวรอนเป็นผู้กำกับที่เราติดใจคนนึงเลยนะ เพราะ The little princess อ่ะ..ไม่ใช่แฮร์รี่นะ แต่ตอนที่รู้ว่าเขาได้มากำกับแฮร์รี่ภาคสามก็ดีใจแทบตายแน่ะ กรี๊ดมากๆ คนนี้

แล้วก็สุดท้าย...ต้องไปซื้อลิลี่ชูชูมาใหม่ซะแล้ว...เสียดายว่ะ...ใครมันยืมไปแล้วไม่คืนฟระ -*- ขอสาปแช่งให้ขนหน้าแข้งยาวแล้วไม่ร่วง...ขนจั๊กกะแร๊ก็ยาวเป็นตูดไก่ทันทีหลังโกน...มีหนวดขึ้นตอนกลางคืนทุกคืน... แล้วก็สุดท้าย ขอให้หัวล้านนนนน!!!

ปล. สุดท้ายจริงๆแล้ว...พิชชี่ได้นี่แอบตกใจจริงๆนะ 5555

#34 By ParePare on 2008-02-17 03:58

คณะกรรมการตอบผู้น้อย fallingangels


Anatomy of Hell มีแผ่น ซื้อมาดองไว้นานแล้ว ยังมิได้ดูจนป่านนี้
(และจริงๆแผ่นก็ไม่ได้หายากอะไรเลย)
หากต้องการหยิบยืมจริงก็ย่อมได้

#33 By nanoguy on 2008-02-17 02:46

ไอ้อ้วน!!!

เข้ามาประทับตราว่าอ่านแล้วHot!

#32 By ParePare on 2008-02-17 02:29

เซ็งงงงงงงงงงงงงงง เดาผิด (อยากจะบอกว่า ไม่ได้ดูสักเรื่องเรยอ่ะหนังไทย เดาจากที่เห็นท่านคณะกรรมการเขียนในหัวข้อก่อนๆ เอา)

แต่เรื่อง Help Me Eros เนี่ยกะจะซื้อมาดูหลายรอบแล้ว (ท่าทางมัน Erotic ดี...ชอบ ) แต่กลัวว่าซื้อมาจะได้ดองไว้อีก (เหมือนเรื่อง Thunder Wave กะอีกประมาณ 10 เรื่อง ที่ดองมา 2 ปีแล้ว ) เอ่อ ว่าแต่ท่านคณะกรรมการ พอจะมีเรื่อง Anatomy of Hell ให้ผู้น้อยหยิบยืมบ้างหรือไม่??? embarrassed

ผู้น้อยคนนี้พยายามหาเรื่องนี้มาดูด้วยความหื่นกระหายอย่างแรง ตั้งหลายปีแล้ว แต่หาไม่พบเรยยย ตอนมันมาในงาน BKK Film Festฯ ก็ไม่ได้ไปดู ติดสอบบ้าบออะไรก็ไม่รู้ จะหาเป็น DVD ก็หาไม่ได้

ด้วยความเคารพ

#31 By fallingangels (124.121.1.249) on 2008-02-17 00:55

^
^
แอดดดดดดดดด!!

#30 By nanoguy on 2008-02-16 22:40

มาเดาว่า รางวัล The Best Thai Actor of the Year คนที่ได้คือ อนันดา ละกันเอ๊า

ด้วยความเคารพ

#29 By fallingangels (124.121.6.201) on 2008-02-16 21:01

เขียนฮาจังครับ

จะแวะมาอ่านเมื่อมีเวลาและอารมณ์เช่นเคยนะครับ
ยาวเจงๆ ครับ

ด้วยความเคารพ

ปล. กะลังนั่งคัดจีนอยู่อย่างทรมาณใจ

#27 By fallingangels (124.122.202.66) on 2008-02-16 13:35

^
^
-- อ่ะลืมลงชื่อ

#26 By renton (58.8.213.155) on 2008-02-15 12:54

ชอบใจคำพูดของ เคต แบลงเชตต์

"รอไปอีก 50 ปีเถอะฮ่ะ... ให้ตัวสูงเท่าสะดือดิชั้นก่อน"

55555+ และ คูณ 99 555+

#25 By (58.8.213.155) on 2008-02-15 12:53

ช่างกล้านักนะที่ให้ Elizabeth: The Golden Age
ได้รางวัลยอดแย่ แปลว่าอยากโดนลงทัณฑ์นักใช่มั๊ย
ฮะฮะฮะฮะ ฮุฮุฮุฮุ

#24 By kai'to (161.200.255.162) on 2008-02-15 12:41

แก้แล้วจ้า ตอนประกาศรางวัล คณะกรรมการเบลอจัด

#23 By nanoguy on 2008-02-15 12:08

ซาแมนธา มอร์ตัน ไม่ได้เล่น in the bedroom นะค้า หล่อนเข้าชิงออสการ์นำหญิงจาก In America เห็นเขาว่ากันว่าหล่อนมหัศจรรย์มากใน Morvern Callar แต่เคยตื่นตะลึงกับหล่อนครั้งแรกจาก Under the Skin

#22 By Riverdale (58.8.15.83) on 2008-02-15 10:52

ทำไมไม่ขึ้นไดใหม่วะ ไม่เลื่อนไม่รู้เลยว่าอั๊พแล้ว

#21 By พระเจ้าสุดสวยคืออีฝ้ายน้อย (58.9.5.213) on 2008-02-15 00:06

^
^
จริงๆ เมอร์เทิลติดเข้ามาในรอบ 10 คนสุดท้ายของรางวัลนี้นะ 555555555555555

#20 By nanoguy on 2008-02-14 14:07

เรียนถามท่านคณะกรรมการที่เคารพ

ในการให้รางวัล The Most Adorable Kid Actress of the Year นั้น ให้น้ำหนักกับ "ฝีมือการแสดง" หรือ "หน้าตาที่น่าเคี้ยว" มากกว่ากันครับ??? (จริงๆ ในฐานะโลลิตัวจ้อยคนหนึ่ง นี่เป็นรางวัลหนึ่งที่ผมเฝ้ารอทีเดียว 555)

ด้วยความเคารพ

ปล. เห็นด้วยอย่างยิ่งเรื่อง "ปัดหน้าเหียกเคธี่ เหลียงกลิ้ง" แต่จริงๆ แล้วผมว่า เคธี่ โดนปัดกระเด็นตั้งแต่ ฉากเอ็มม่า วัตสัน เดินลงมาจากบันได เข้าสู่โถงงานเลี้ยง ตอนงานเต้นรำแล้วนะ...เอาจริงๆ เหอะ ฉากนั้น she แลดู Yummy สุดๆ ยัยเคธี่ที่เดินมาด้วยกัน น่าจะเอาหัวไปมุดหลุมหลบในส้วม พร้อมกับเมอร์เทิ้ล จอมคร่ำครวญด้วยซ้ำ

#19 By fallingangels (124.121.202.217) on 2008-02-14 13:42

5555พี่ พจน์อานนท์ ได้รางวัล!!!!!cry แบบว่า โอ้ พี่พจน์ พี่ก็ทำหนังดีๆได้

#18 By HineyHelsinki on 2008-02-14 00:24

แกน่าจะเพิ่มสาขา "ป๋าดันแห่งปี" ไปด้วยนะ

เห็นเดินกันขวักไขว่ตามพันทิป คงได้หลายชื่อน่ะแหละ แต่ละคนก็ดันหนังที่ตัวเองชอบกันซ้า...

อ่ะนะ เลยเบื่อคำว่า "อคติ" ที่หลุดจากปาก "คนมีอคติ" ไปเรย sad smile

#17 By Veevee on 2008-02-12 23:58