Nanoguy Awards 2007

posted on 05 Feb 2008 16:55 by nanoguy in Movies

ในที่สุด ก็ถึงเวลาอันเป็นมงคล(เสียที) สำหรับการมอบรางวัลอันทรงเกียรติในวงการภาพยนตร์อย่าง Nanoguy Awards ซึ่งจัดมาเป็นครั้งที่สามแล้ว
(ฐานข้อมูลที่บันทึกผลของสองครั้งแรกนั้น ได้ถูกไวรัส "พันทิปปิสซึ่ม" ทำลายไปอย่างไม่มีชิ้นดีและไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน เป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าแค้นใจอย่างยิ่ง)

แน่นอนว่า งานประกาศรางวัลของเรายังได้รับการสนับสนุนและการตอบรับจากนักแสดงทั่วโลกเช่นเคย มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง และเป็นรางวัลที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุดรางวัลหนึ่งบนโลกนี้ 5555555

 



เริ่มด้วยรางวัลพิเศษประเดิมกันก่อนกับ The Most Impressive Non-Cinema Experience มอบให้กับประสบการณ์อันน่าประทับใจของคณะกรรมการ อันไม่เกี่ยวข้องกับสื่อภาพยนตร์ สำหรับในปีนี้ขอมอบให้กับละครเวทีที่ไม่ได้มีงบประมาณแฟชั่นอลังการ หรือต้องเล่นที่รัชดาลัยเธียเตอร์ (เพราะคณะกรรมการไม่มีเงินไปดูนั่นแหละ พูดง่ายๆ) แต่เพียบพร้อมทั้งเนื้อหาและการแสดงอย่างยิ่งเรื่องนี้

When I Slept over the Night of Revolution

When I Slept over the Night of Revolution
(ขอเชิญคุณ นินาท บุญโพธิ์ทอง ผู้กำกับ ขึ้นมารับรางวัลด้วยครับ)

     โดยส่วนตัวคณะกรรมการนั้นไม่ค่อยได้ดูละครเวทีมากนัก แม้ว่าคณะละครต่างๆจะมีเทศกาลรวมตัวกันปีละครั้ง หรือจะเปิดแสดงอยู่เรื่อยๆตามสถานที่ต่างๆ (แม้แต่ละครถาปัด ละครนิเทศ คณะกรรมการก็ไม่ค่อยจะได้ดูนัก.. ด้วยความงกเงิน!!) แต่สำหรับละครเวทีเรื่องนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นความบังเอิญหลายอย่างที่ซ้อนทับกัน ทั้งชื่อเรื่องที่สะกิดใจ แถมยัง highly recommend จากคนที่เคยไปชมมาก่อนหน้านี้ และที่สำคัญก็คือคณะกรรมการรู้จักกับพระเอก (555+) แถมยังเล่นที่แกลเลอรี่บนโรงหนังลิโด ซึ่งไม่ไกลคณะกรรมการมากนัก (คำว่าไม่ไกลในที่นี้คือ.. เดินไปได้น่ะ)
     ถึงแม้ว่าจะไม่เคยอ่าน หรือดู Hamlet เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้มาก็ไม่น่าเป็นปัญหา เราเพียงรับรู้เรื่องราวที่หนังบอกเราก็พอ ว่าด้วยแฮมเล็ตซึ่งเป็นเจ้าชาย ผู้จมอยู่กับความแค้นต่ออา ที่วางแผนฆ่าพ่อของเขาที่เป็นราชา มิหนำซ้ำเกอร์ทรูดแม่ของเขา ยังยอมตกร่องปล่องชิ้นแต่งงานใหม่กับอา ทั้งที่พ่อเสียไปยังไม่ทันข้ามคืน โดยทั้งหมดนี้เล่าผ่านความฝันของเด็กชายคนหนึ่งที่เผลอหลับไปหน้าคอมพิวเตอร์ ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 (แต่สำหรับคนที่เคยรู้เรื่องแฮมเล็ตเวอร์ชั่นต้นฉบับมา น่าจะเห็นมุมมองใหม่ๆ จากละครเวทีเรื่องนี้มากมาย)
     แม้ว่าการเลือกใช้เพลงที่ค่อนข้าง popular หรือว่าร่วมสมัยอย่างเพลงของThe Beatles มาประกอบกับเรื่องราวค่อนข้างย้อนยุคจะไม่ใช่เทคนิคที่แปลกใหม่ (หนังอย่าง Marie Antoinette หรือ Sakuran ก็ใช้วิธีการนี้เช่นเดียวกัน และได้ผลดีเสียด้วย รวมถึงหนังเพลงอย่าง Moulin Rouge! ที่เลือกใช้เพลงเก่าๆมาล้อเลียน ตั้งแต่เพลงจาก The Sound of Music มาจนถึงเพลงของ Nirvana ผสมผสานกับเพลงที่แต่งขึ้นใหม่) แต่การเลือกใช้เพลงส่วนใหญ่ของละครเวทีเรื่องนี้ส่งเสริมเนื้อเรื่องและทรงพลังมากๆ ในบางช่วงบางตอนยังทำได้ดูดีกว่าหนังเพลงบีทเทิลส์อย่าง Across the Universe ด้วยซ้ำไป
     นอกจากนี้ หนังยังค่อนข้างกล้าหาญ ด้วยการให้ตัวละครอาที่เป็นราชา พูดพร่ำถึงอาการสำนึกผิดที่ได้ฆ่าพี่ชายตัวเอง ด้วยการอวดอ้าง "ความจำเป็น" กับคนดู (ในแวบแรกผมคิดถึง 6 ตุลาคม 2519.. แต่ไปๆมาๆ ช่างชวนให้คิดถึงคดีที่ดำมืดมาตลอดรัชสมัยมากกว่า) ซึ่ง ณ จุดนั้นละครเรื่องนี้ก็เริ่มไต่ระดับอารมณ์ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงท้ายที่ใช้ตัวละครสองคนเล่นเป็นแฮมเล็ต เพื่อแสดงอาการจิตใจสับสนกระวนกระวาย รวมถึงการสลับตัวละครระหว่างราชาองค์ใหม่กับราชินีเกอร์ทรูด เพื่อนำไปสู่บทสรุปอันแสนเศร้าและเจ็บแสบอย่างยิ่ง
     ละครเรื่องนี้แสดงให้เราเห็นมาตลอดเวลาว่าแฮมเล็ตนั้นรักเกอร์ทรูดผู้เป็นแม่มากแค่ไหน และเจ็บปวดปานใดที่แม่ยอมแต่งงานกับอา เขาทั้งแกล้งเป็นบ้า พยายามวางแผนต่างๆนานาเพื่อล้างแค้น สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนมากมาย ก่อนที่สุดท้ายเมื่อทุกอย่างถึงจุดพีคในตอนที่ตัวละครราชาและราชินีสลับตัวกัน... แฮมเล็ตเดินเข้าไปสวมกอดแม่(ในคราบราชา) พร้อมเอ่ยคำขอโทษอย่างเจ็บปวด.. หนักหนาไปกว่านั้น เขาเดินออกมาขอโทษคนดูที่ก่อความวุ่นวายปั่นป่วนทั้งหลายในเรื่อง!!! และละครเรื่องนี้ก็จบลงด้วยเพลง Let It Be ที่แม้จะบอกให้เราปล่อยวาง แต่กลับกระแทกความรู้สึกอย่างซึมลึก
     มันคงเจ็บปวดเหมือนกัน.. ถ้าเราเห็นคนที่เรารักยอม "รวมร่าง" กับอะไรบางอย่างที่เราก็เห็นๆกันอยู่ว่ามันผิด มันชั่วร้าย มันเลวทราม แต่ด้วยความรักที่เรามีให้เขา ทำให้เรายอมสยบทุกอย่าง เข้าไปสวมกอดเขา ขอโทษเขาที่ก่อความวุ่นวาย พร่ำคำสัญญาว่าต่อจากนี้เราจะทำตัวดีดี จะอยู่เงียบๆ จะสมานฉันท์สามัคคี ไหนๆกูก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่ คนที่กูรักกูเทิดทูนเขาชอบไอ้เลวนี่.. กูจะทำอะไรได้วะ นอกจากปล่อยให้มันเป็นไปตามโชคชะตา.... ดั่งเนื้อเพลงที่ว่าไว้..
     Speaking words of wisdom..... LET IT BE
    
นั่นแหละ... มีทางเลือกอย่างอื่นด้วยหรือ?



หลังจากรางวัลแรก เรามาต่อที่รางวัลแห่งความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงกันเลย ต่อกันที่ The Worst Sequel of the Year (หนังภาคต่อยอดแย่แห่งปี) คราวนี้เราไม่อาจทำใจตัดเรื่องไหนออกได้เพราะว่าแต่ละเรื่องก็มีดีกรีความเลวร้ายและน่าผิดหวังไม่ต่างกันซักเท่าไหร่!!!!