รักแห่งสยาม : บทพล่ามถึงความรักที่ลอยอยู่รอบตัวเรา
posted on 04 Jan 2008 03:40 by nanoguy in Movies
รักแห่งสยาม aka The Love of Siam
(ไทย, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2550, A+++++++++)
นี่ไม่ใช่บทความ แต่เป็น บทพล่าม
(เพราะฉะนั้นถ้ามันเวิ่นเว้อ ยืดยาว น่าเบื่อ ก็ทนๆอ่านกันไปแล้วกันนะ แหะๆ)
(จริงๆเคยลงไว้ในบล๊อกเก่า แต่บล๊อกมันโดนลบไปแล้วด้วยสาเหตุงี่เง่า
ดีว่าไปลงใน เด็กหนัง ด้วย เลยก๊อปกลับมาลงบล๊อกอีกที)
อนึ่ง ได้โปรดไปดูหนังเรื่องนี้ก่อนอ่าน
(มันควรจะดูกันหมดแล้วล่ะ 5555)
ตอนแรกผมทะเยอทะยานมาก อยากบอกความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร ถึงกับตั้ง ambition ไว้ว่า "กูจะแบ่งพาร์ตด้วยเนื้อเพลงในหนัง" ซึ่งคิดไปคิดมา และพยายามจะลองเขียน แม่งก็ไม่ลงตัวเสียที(อนึ่ง ท่านปรมาจารย์ filmsick ได้ทำสิ่งที่ผมตั้งใจตอนแรกไว้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ที่นี่ http://filmsick.exteen.com/20071127/entry ขอกราบงามๆสามที)
สรุปก็เลยเลิกล้มความตั้งใจนี้ไป(ด้วยความขี้เกียจ และความเป็นไปได้ที่จะทำ) แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังอยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้แบบยาวๆ เพราะอย่างน้อยก็เป็นหนังเรื่องต้นๆในชีวิตที่ทำให้ผมอยากเดินเข้าโรงหนังเพื่อดูเป็นรอบที่สาม (ถัดจาก Kill Bill ภาคแรก และแสงศตวรรษ ที่ไม่มีโอกาสได้ดูรอบที่สามในโรงภาพยนตร์) ก็เลยแค่อยากจะบันทึกความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้เอาไว้ เพราะผมคงเขียนสั้นๆแบบในรีวิวประจำเดือนไม่ได้แน่ๆ... (ในขณะที่รีวิวประจำเดือนตุลาก็ยังไม่เสร็จ ทั้งที่นี่จะธันวาแล้ว เหอๆๆ กราบขออภัยมิตรรักแฟนบล๊อกทุกท่านจากก้นบึ้งของเศษซากหัวใจ)
ผมดูหนังเรื่องนี้จบสามรอบ ด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมและมีความสุข อมยิ้มอยู่เกือบตลอดเวลาที่หนังฉาย ต่างกับคนดูคนอื่นเท่าที่ผมพบเจอและรู้จักที่มักจะเสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้อย่างมากมาย จากแรกๆที่ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่แต่เมื่อได้ลองคุยกับเหล่าบุคคลผู้เสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้ว่าอินขนาดนั้นเพราะอะไร... เพราะในรอบที่สาม ชาวต่างชาติคนหนึ่งยังเสียน้ำตาให้หนังเรื่องนี้ (อย่างน้อยก็มีฝรั่งสองคนที่ชอบหนังเรื่องนี้ อีกคนหนึ่งคือ WiseKwai ในบอร์ด RottenTomatoes)
ผมเริ่มจะสรุปผลได้ว่า... ผมยังไม่เคย "รัก" ใครจริงๆเลยหรือเปล่า ความรู้สึกมีความสุขนั้น เกิดจากการที่ผมยินดีไปกับเหล่าตัวละครที่ในที่สุดก็รู้จักกับความรัก รู้จักกับการประคับประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกัน แม้ว่าจะผ่านเวลาที่เป็นวิกฤติต่างๆนานา... ผมเริ่มจะร้องไห้ให้ตัวเองแล้วล่ะ ที่ผมเหมือนจะไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่ประเสริฐขนาดนี้บนโลกมนุษย์... (ผมยังไม่แน่ใจว่าที่เคยเสียน้ำตาให้เธอไปมากมายเมื่อคราวก่อน มันอาจไม่ใช่ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นก็เป็นได้... เป็นแค่ความงี่เง่าครั้งหนึ่งในชีวิต เท่านั้นเอง)
การหายสาบสูญของแตง... ทำให้ครอบครัวของโต้งอยู่ในสภาพกึ่งล่มสลาย เมื่อหัวหน้าครอบครัวอย่างกรณ์ได้สูญสิ้นศรัทธาและกำลังใจในชีวิต ทุ่มชีวิตให้กับเหล้าและพร่ำเพ้อตรอมใจถึงลูกสาว เพราะเขาออกปากอนุญาตให้ลูกไปเดินป่าทั้งที่แม่เป็นคนห้าม ในขณะที่สุนีย์ผู้เป็นแม่ก็ยิ่งเข้มงวดกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เธอขับรถไปรับไปส่งลูกทุกวันแม้ว่าลูกจะอยู่ชั้นมัธยมปลาย เพราะเขาเปรียบเสมือนคนคนเดียวในครอบครัวที่เธอเหลืออยู่ เพราะหลังจากที่เสียลูกสาว เธอก็เสียสามีไปพร้อมๆกัน และได้ผู้ชายขี้แพ้ขี้เหล้ามาอยู่ในบ้านเพิ่มอีกหนึ่งคน ในขณะที่ โต้ง กลับพบกับความสูญเสียที่หนักหนากว่านั้น เมื่อเขาสูญเสียทั้งพี่สาว พ่อ และแม่ไปในเวลาเดียวกัน เมื่อแม่ได้มุ่งมั่นที่จะตีกรอบชีวิตของเขาเพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ปราศจากการเปิดอกเพื่อเข้าใจลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยแห่งความสับสนของชีวิต กลายเป็นวัยรุ่นที่โดดเดี่ยวแม้ว่าจะมีพ่อมีแม่อยู่บ้านเดียวกัน
นอกจากครอบครัวของโต้งแล้ว การที่แตงหายไปนั้นส่งผลกระทบต่อเด็กชายตัวเล็กๆชื่อมิว ผู้อาศัยอยู่กับอาม่าข้างๆบ้านโต้ง เพราะเด็กชายมีเพียงอาม่ากับโต้งเท่านั้นที่เขาเปิดใจให้ (ในขณะที่ถูกกลั่นแกล้งตามประสาเด็กเรียบร้อยทั่วไป) เมื่อครอบครัวของโต้งตัดสินใจย้ายบ้านเพื่อหลีกลี้หนีความทรงจำก็เท่ากับพรากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาจากไปด้วย เมื่อสูญเสียอาม่าไป มิวก็แทบจะถูก "โดดเดี่ยว" โดยสมบูรณ์แบบ หากไม่มีมรดกความคิดจากอาม่าคือ "ดนตรี" ที่พอจะช่วยเยียวยาจิตใจของเขาได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
เมื่อโต้งกับมิวมาพบกันโดยบังเอิญอีกครั้งที่สยามสแควร์ มิวก็เกิดแรงบันดาลใจเขียนเพลงรักตามโจทย์ที่ค่ายเพลงให้มาจากที่ตอนแรกหัวตื้อหัวตัน จากการพบกันครั้งนี้ทำให้โต้งได้พบกับจูน ที่ทำหน้าที่ดูแลวงออกัสของมิว ผู้มีหน้าตาเหมือนกับพี่แตงจนแทบแยกไม่ออก ครอบครัวของโต้งจึงเสนอให้เธอสวมรอยเป็นแตง โดยหวังว่าอาการของกรณ์จะดีขึ้น หลังจากตรอมใจและจมอยู่ในความทุกข์กับขวดเหล้ามาร่วม 5 ปี
อีกฟากหนึ่งของเรื่องราวที่เดินขนานกันไป... โต้งคบเป็นแฟนกับโดนัท เด็กสาวหน้าตาดีจากโรงเรียนไฮโซ แต่ภาพที่เราเห็นคือความระหองระแหงระหว่างคนสองคน ราวกับว่าไม่ได้ทำความรู้จักกันมาก่อนเลยแม้จะมีสถานะเกินเพื่อน คนหนึ่งเหมือนไม่สนใจ ในขณะที่อีกคนก็เรียกร้องการเทคแคร์จนดูเหมือนเอาแต่ใจและหาเรื่องกันอยู่ตลอดเวลา (เราจะเห็นความน่ารำคาญของโดนัทตั้งแต่ที่แผงขายตุ้มหู และความไม่เอาใจใส่ของโต้ง ที่หน้าร้านขายตุ๊กตาไม้แบบเดียวกับที่เขาเคยให้มิวก่อนย้ายบ้าน)
เมื่อโต้งมาพบกับมิว และมิวได้โทรเรียกโต้งไปหาที่ห้องซ้อมกลางดึก(เพื่อร้องเพลง "รู้สึกบ้างไหม" ให้ฟัง - ส่วนตัวผมคลั่งเพลงนี้มาก) และคืนนั้นโต้งก็เลือกจะไปนอนค้างบ้านมิว เพราะกลัวโดนแม่ว่าที่กลับบ้านดึก (ในขณะที่แม่ก็ขับรถออกตามหาลูกทั้งคืน ทั้งที่ไม่มี hint ว่าควรจะไปที่ไหน อย่างไร แถมลูกยังทิ้งมือถือไว้ที่บ้าน - ฉากนี้คุณสินจัยเล่นดีมาก เพราะแสดงบุคลิกของสุนีย์ออกมาได้ดี เพราะเธอจะเป็นคนที่ไม่แสดงออกทางอารมณ์มากมายจนดูเหมือนคนเก็บกด)
หรือวันนั้นเองที่ฉันทำเรื่องเราพลาดไป ไม่อาจจะทำให้เราคืนไปเป็นอย่างวันนั้น? ระหว่างที่อยู่ในห้องซ้อมนั้นโต้งพบกับจูนที่หน้าตาคล้ายแตงราวกับฝาแฝด ในขณะที่มิวกำลังใช้เพลง "รู้สึกบ้างไหม" ถามใจโต้งผ่านท่วงทำนอง โต้งกับพ่อและแม่เองก็คงอยากใช้เพลงนี้ถามความรู้สึกของแตงเช่นกันที่ทิ้งครอบครัวไปอย่างไม่มีเยื่อใย ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม... และวันต่อมาเมื่อสุนีย์รู้เรื่องจูนจากลูกชาย เธอก็ตัดสินใจว่าจ้างให้จูนมาสวมรอยเป็นแตง โดยหวังว่าอาการตรอมใจของกรณ์จะดีขึ้น
ฉากที่สำคัญที่สุดฉากหนึ่งในช่วงเวลานี้ คือตอนที่โต้งกับมิวคุยกันอยู่บนเตียง เมื่อโต้งถามมิวถึงชีวิตที่ผ่านมา 5 ปี มิวก็เริ่มระบายถึงความเหี้ยของความเหงาที่ทำร้ายมิวมาตลอดตั้งแต่เสียอาม่าไป ความลักลั่นระหว่างการรักแล้วกลัวความเจ็บปวดจากการสูญเสีย และคำถามที่ว่าเราจะอยู่ได้อย่างไรถ้าเราไม่รักใครเลยสักคนในชีวิตนี้...
คืนนั้นจบลงด้วยการที่มิวได้นอนซบไหล่หนุนแขนโต้งอย่างอบอุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเต็มที่ว่างในใจของเด็กชายวัยสับสนทั้งสองคน ผมเชื่อว่าระหว่างที่โต้งฟังมิวบรรยายความเหี้ยของความเหงา โต้งก็คงนึกถึงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน พลางนึกภาพความเหงาที่ทำร้ายเขาอย่างเงียบๆ อยู่อย่างขาดคนเข้าใจ และทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้การเข้าใจคนอื่น โต้งไม่เข้าใจอารมณ์แบบผู้หญิงๆของโดนัท ที่ก็แค่ต้องการให้แฟนตัวเองแสดงท่าทีเอาใจใส่และ "รัก" ให้มากกว่านี้ แต่กลับตอบโดนัทเรื่องตุ๊กตาไม้ว่า "ก็เมื่อกี้เพิ่งซื้อตุ้มหูให้ เงินเลยไม่พอแล้ว" ที่แสดงถึงอาการเฉยเมยอย่างรุนแรงต่อผู้หญิงที่กำลังคบหากันอยู่
และที่สำคัญที่สุด โต้งไม่เข้าใจตัวเอง...
คืนนั้น ไม่ได้มีแค่มิวที่จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่เด็กชายสองคนได้เติมเต็มหัวใจของกันและกัน
เนื้อเพลงท่อน คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจฉันมีปลายทาง น่าจะอธิบายช่วงเวลาของหนังหลังจากโต้งไปนอนค้างบ้านมิว และจูนเข้ามาเป็นเสมือนหนึ่งในครอบครัวของโต้ง ตัวละครทุกตัวมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า มิวเริ่มรู้จักความหวานกับรักลึกซึ้งหมดใจ ในขณะที่กรณ์กับสุนีย์เริ่มรู้จักความหมายของคืนวัน
ในงานปาร์ตี้ที่จัดให้แตง มิวร้องเพลง "เพียงเธอ" เป็นเพลงแรก แม้จะเป็นเพลงที่สื่อถึงความสุขของคนที่ได้รู้จักความรัก ความหวานลึกซึ้งหมดใจ แต่สิ่งที่ประชดประชันเหลือแสนก็คือ ความรักในเพลงนี้ผูกติดอยู่เพียงเธอ ราวกับคนอื่นรอบตัวนั้นพร่ามัวและไร้บทบาท ไม่ต่างกับกรณ์และสุนีย์ที่เอาหัวใจโยนทิ้งไปพร้อมกับแตงตั้งแต่ห้าปีก่อน หรืออย่างมิวที่ชอบคิดว่าไม่มีใครสนใจตัวเอง เพราะมองไม่เห็นคนรอบตัวที่พร้อมจะเข้าใจและอยู่เคียงข้าง
ดังนั้น ตอนที่ร้องเพลง "กันและกัน" เราจึงเห็นโต้งกับมิวสื่อสารกันผ่านสายตาและบทเพลงราวกับมีพวกเขาเพียงสองคน ทั้งที่ญาติพี่น้องพ่อแม่คนร่วมงานเลี้ยงอยู่กันเต็มบ้าน และหลังจากบทสนทนาหวานซึ้งที่โต๊ะม้าหินอ่อน โต้งก็ให้คำตอบที่มิวถามมาในเนื้อเพลงด้วยจูบแรกของทั้งคู่... และสุนีย์ที่บังเอิญเห็นเข้าพอดี...
เรื่องราวพลิกผันจากช่วงที่ความรักส่องประกายใส่ทุกตัวละคร เข้าสู่ความมืดมิดของคืนอันเป็นนิรันดร์ ผลกระทบจากการแสดงความรักของเด็กชายทั้งสองคนก็ส่งผลยืดยาวเป็นลูกโซ่ คล้ายกับการหายตัวไปของแตง เพราะวันต่อมาสุนีย์ก็ขับรถไปหามิวถึงบ้าน เพื่อบอกให้ยุติความสัมพันธ์กับโต้ง ในขณะที่หญิงเองก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด
และเมื่อโต้งรู้ความจริงว่าแม่ไปพูดกับมิวถึงบ้าน ความสัมพันธ์ของแม่กับลูกที่ค่อนข้างห่างเหินอยู่แล้วก็ยิ่งถ่างกว้างมากขึ้น เมื่อถูกจูน(ที่เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง)ถามจี้ใจดำว่า "คุณรู้ไหม ว่าคุณทำอะไรลงไป" สุนีย์ก็ตอกกลับจูนอย่างเย็นชาว่า "เธอก็เป็นแค่คนนอก จะมาเข้าใจอะไร" ทั้งที่ตัวเองจ้างให้จูนมาเป็นคนในครอบครัวตัวเองแท้ๆ... ซ้ำร้ายเมื่อกรณ์มาได้ยินบทสนทนานี้ทำให้พวกเขาทะเลาะทุ่มเถียงมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ในขณะที่โต้งก็เลือกระบายความเครียดด้วยวงเหล้าและบุหรี่ ส่วนมิวไม่เหลือแรงบันดาลใจให้ร้องเพลงอีกต่อไปจนวงออกัสเริ่มระส่ำระสาย
หญิงหอบช่อดอกกุหลาบที่ลิดหนามมาทั้งคืนกลับขึ้นห้อง หญิงลงมือฉีกรูปมิวที่ติดเต็มข้างฝา แต่เมื่อกล้องไปโคลสอัพที่หน้าหญิง หญิงกลับยิ้มทั้งน้ำตา... ทำไม??
"โห่.. ม้า.. ลื้อไม่ต้องไปห่วงอาหญิงมันหรอก แถวเนี้ยใครๆก็รู้ว่าอามิวอีเป็นกะเทย"
จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่กระทบกันเป็นลูกโซ่ อย่างน้อยก็ทำให้หญิงเลิกหลอกตัวเองเสียทีว่ามิวไม่ได้ชอบผู้ชาย รอยยิ้มนั้นคงยิ้มเยาะตัวเองอยู่ในทีว่าที่ผ่านมาเรามัวแต่หลอกตัวเอง... เพื่ออะไร?
ลองย้อนกลับไปมองสุนีย์กับกรณ์ กรณ์จมอยู่กับความรู้สึกผิดและพยายามหลอกตัวเองว่าแตงยังอยู่ ในขณะที่สุนีย์เองก็พยายามลบชื่อแตงออกจากครอบครัว ด้วยหวังว่าจะทำให้สามีดีขึ้น รวมไปถึงการจ้างจูนมาสวมรอยเป็นแตง ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการ "หลอกตัวเอง" ที่เกิดจากความรักของครอบครัวนี้...
ตัวละครเฝ้าถามโชคชะตาว่า เหตุใดคืนที่ยาวนานไม่ผ่านไปเสียที โดยที่ลืมไปว่าคำตอบนั้นวางอยู่ตรงหน้าพวกเขาแท้ๆ...
เหตุที่ใจแพ้ เพราะเราต่างหากที่แพ้ใจ
ย้อนกลับไปที่โต้ง.. ตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียของครอบครัวอย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ต้น แม้จะมีพ่อมีแม่ก็เหมือนไม่มี และเมื่อสุนีย์ได้เลี้ยงลูกแบบเข้มงวดตามติดทุกฝีก้าวยิ่งกว่าเดิม (เพื่อป้องกันการสูญเสียอีกครั้ง) ทำให้โต้งขาดความมั่นใจและไม่กล้าตัดสินใจ เราถึงเห็นโต้งโยนการตัดสินใจทุกอย่างให้โดนัท ทั้งเรื่องเลือกตุ้มหู หรือเรื่องความสัมพันธ์
หลังจากแม่รู้เรื่องมิว และมิวได้ตัดสินใจเลิกติดต่อกับโต้ง โต้งก็เริ่มทำตัวออกนอกกรอบมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มไปมั่วสุมกับวงเหล้าที่คอนโดเพื่อน (ซึ่งในกลุ่มนี้มีหญิงมาร่วมด้วย) พร้อมกับแบกความไม่เข้าใจตัวเองเอาไว้เต็มสองบ่า เพราะอะไรเขาถึงเฉยชากับแฟนสาวระดับดาวโรงเรียน แต่กลับรู้สึกดีกับเพื่อนข้างบ้านสมัยเด็ก (คำตัดพ้อของโดนัทที่ว่า "ทีหลังก็บอกก่อนสิ จะได้ไปกับคนอื่น" ถึงแม้จะฟังดูน่าหมั่นไส้ แต่ก็น่าเห็นใจไม่แพ้กับ "ไม่รัก ก็อย่าให้ความหวังกันได้มั้ย")
ยิ่งถูกเพื่อนถามว่า "มึงเป็นเกย์รึเปล่า" ยิ่งทำให้เครียดหนัก จนต้องเดินออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง แล้วเมื่อหญิงเดินตามออกไป อารมณ์พาลและเครียดของโต้งเลยทำให้เกิดฉากที่ระเบียง
แล้วสรุป โต้งมันเป็นเกย์รึเปล่า??
หลายคนวิเคราะห์ฉากที่ต้นคริสต์มาส ว่าโต้งเลือกที่จะ "รักผู้ชาย" (ด้วยสายตาและใบหน้าฝืนยิ้มของสุนีย์)
ตามหลัก "วิชากู" ผมมองว่าการเลือกรักผู้ชายของโต้งนั้น ไม่ใช่เลือกที่จะเป็นเกย์ แต่เลือกที่จะรักมิว เพราะมิวคือคนที่เข้ามาเติมเต็มจิตใจของโต้งได้ถูกจังหวะและเวลาพอดี
เราไม่เห็นความสัมพันธ์ของโต้งกับโดนัท แต่ผมอนุมานว่าผู้หญิงระดับ trophy girlfriend อย่างโดนัทคงไม่จีบใครก่อนแน่(ยิ่งรวมกับท่าทางมั่นๆของเธอในหนัง) แถมโต้งก็ไม่ได้ดูดีอะไรมาก (เจตนาของหนังไม่ได้ทำให้โต้งเป็น "มาริโอ้" มากจนเกินไป) เลยเชื่อได้ว่าโต้งก็คงเคยมีอารมณ์รักชอบโดนัท หรือถึงแม้ว่าจะเป็นแรงยุจากเพื่อน ในเมื่อโต้งถูกบีบคั้นจากที่บ้านมากพออยู่แล้ว โต้งไม่น่าจะหาเรื่องบีบคั้นตัวเองซ้ำสองด้วยการฝืนตัวเอง ถ้าเราจะตั้งสมมติฐานว่าโต้งเป็นเกย์ (ดังนั้นเมื่อเพื่อนแสดงท่าทีบีบคั้นด้วยคำถาม จึงเกิดฉากที่ระเบียง)
หลายคนก็วิเคราะห์ฟันธงให้โต้งเป็นเกย์ตั้งแต่ที่ระเบียง บอกว่าโต้งไม่มีอารมณ์ทางเพศกับผู้หญิง แต่ตามหลักวิชากูแล้ว อารมณ์ตอนแรกที่โต้งรวบตัวหญิงเข้ามานั้นเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ด้านหญิงเองก็อยากจะพิสูจน์เหมือนกันว่าโต้งชอบผู้ชายหรือไม่ (ราวกับเป็นความหวังเฮือกสุดท้าย ว่ากูจะเสียมิวให้ไอ้นี่จริงๆเหรอ) เลยเลิกขัดขืน โดยโต้งเองก็คงเพิ่งรู้สึกตัวหรือรู้สึกผิดก็เลยหยุดทำ แต่อยู่ดีดีหญิงก็จับมือไปจับหน้าอกตัวเอง เป็นใครจะไม่ตกใจบ้าง
คำถามที่โต้งถามหญิงพร้อมน้ำตานั้น จึงเหมือนกับตอกย้ำความไม่เข้าใจตัวเอง ความไม่มั่นใจในตัวเอง และความเจ็บปวดของวัยรุ่นวัยสับสนออกมาอย่างสุดกลั้น...
"พวกคุณรักกันมากเหลือเกิน จนบางครั้งมันก็กลับมาทำร้ายกัน"
ฉากที่สะท้อนความจริงของประโยคในจดหมายนี้ได้ตรงประเด็นและเฉียบคมที่สุด คือตอนที่โต้งไปค้างบ้านมิวโดยไม่บอกแม่ แล้วสุนีย์ขับรถตามหาลูกชายไปทั่วทั้งที่ไม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหน เธอขับตามหาทั้งคืนจนลูกชายกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ถ้าเป็นหนังฮอลลีวู้ดโต้งคงถูกจิกหัวขึ้นมาด่าและมีฉากแม่ร้องห่มร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง แต่สุนีย์แค่วางมือถือลูกให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้ลูกตื่น และเมื่อเธอกลับห้องนอน กรณ์ก็นั่งรอเธออยู่เหมือนกัน...
นี่แหละ... ความรักที่ให้กันมากเหลือเกิน มันลอยอยู่รอบตัวแต่ไม่มีใครมองเห็น และกลับมาทำร้ายครอบครัวนี้ (ยังไม่รวมความรักที่มีต่อแตง อีกข้อหนึ่ง)
จูน ผู้เขียนประโยคนี้ในจดหมายลา ถูกวางบุคลิกให้เป็นเพียง "คนนอก" เท่านั้น แต่จูนก็พยายามปรับตัวเข้าหาครอบครัวนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจเป็นเพราะจูนสัมผัสได้ถึงไอความรักที่ลอยอบอวลอยู่ในครอบครัวนี้ และเธอคงรู้สึกดีที่ได้สัมผัสมัน เพราะเธอทำผิดพลาดต่อพ่อแม่มาก่อน และตอนนี้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว (จึงไม่แปลกใจที่เราจะเห็นเธอเอ่ยปากถามขึ้นมาทันทีทุกครั้งที่เห็นอะไรผิดสังเกตบนสีหน้าของตัวละครอื่น และอารมณ์ฉุนเฉียวที่เธอแสดงออกเมื่อถูกสุนีย์ปรามาสว่าเป็นแค่ "คนนอก")
เธอเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าสงสารที่สุด แต่เธอก็เป็นคนที่เข้าใจคนอื่นและเข้าใจความรักได้ดีที่สุดเช่นกัน เพราะเธอคือคนที่ผ่านความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รัก และยอมรับการสูญเสียนั้นได้แล้ว
กรณ์ถามสุนีย์แทบทุกครั้งที่เธอเอาข้าวเอาน้ำเข้ามาให้เขาว่า "ลืมอะไรอีกล่ะ?" ก่อนที่วันหนึ่งเขาจะเห็นสุนีย์เอาข้าวแข็งๆไปกินกับพะโล้ที่มันลอยเป็นไข เขาถึงได้รู้ว่า ตัวเองนั่นแหละที่ลืมอะไรหลายๆอย่างไปตั้ง 5-6 ปี
ลืมว่าตัวเองยังมีครอบครัว
ลืมว่าตัวเองยังมีคนที่รัก
ลืมว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่เหล้า
ลืมว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่แตง
ลืมว่าตัวเองทำร้ายครอบครัวมากแค่ไหน...
"เหนื่อยมั้ยแม่"
"เรื่องอะไรล่ะ"
"ก็...ทุกเรื่องอะ"
"เหนื่อยสิ"
"ติดตรงนี้ดีมั้ยแม่"
"ติดๆไปเหอะน่า"
"ก็ถ้าโต้งติดแล้วไม่ถูกใจแม่ แม่ก็ว่าโต้งอีกอะ"
ฉากต้นคริสต์มาส เปรียบได้เหมือนกับการเกิดใหม่ของทั้งสุนีย์และโต้ง เมื่อทั้งคู่ทลายกำแพงระหว่างกันลงได้เสียที... แม้จะช้ำใจที่โต้งเลือกตุ๊กตาผู้ชาย แต่สุนีย์ก็ยิ้มรับและเข้าใจลูก
มิวกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง พร้อมกับเนื้อร้องท่อนฮุคของเพลงกันและกันที่ใส่เข้ามาใหม่ ด้วยความหมายที่พ้องกับเพลงจีนที่บ้านหญิง เพลงนี้ได้แปรสภาพจากเพลงรักธรรมดา(อย่างตอนที่ร้องให้โต้งในสวน) เป็นเพลงที่เข้าใจในความรักและความหวัง
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจฉันมีปลายทาง
"เราคงคบกับมิวเป็นแฟนไม่ได้... แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รักมิวนะ"
โต้งเลือกที่จะตอบแทนความรักของแม่ ด้วยการทำให้แม่สบายใจ (ขนาดคนดูยังเห็นสายตากระอักกระอ่วนของสุนีย์ในฉากต้นคริสต์มาส แล้วลูกชายอย่างโต้งมีหรือจะไม่เห็น) แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่มิวได้เห็นความรักของโต้งส่องใจตัวเอง แม้ว่าจมูกตุ๊กตาไม้จะไม่พอดีกับตุ๊กตาตัวที่เขาเก็บรักษามาตั้งแต่เด็กก็ตาม...
"ขอบคุณนะ.."
ถึงแม้ว่าชีวิตของสองคนจะยังอีกยาวไกล หลังหนังจบความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่อย่างน้อยตอนนี้มิวกับโต้ง ใจตรงกัน และความรักส่องใจทั้งคู่ให้มองเห็นปลายทาง
บางทีหญิงก็อาจขอบคุณมิวเงียบๆอยู่ในใจ แม้ว่าเธอจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีกต่อไป... หลังจากปล่อยมือโต้งที่ลานสยามดิสคัฟเวอรี่เพื่อให้โต้งเดินเข้าไปหามิว หลังจากที่ทำอะไรหลายอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรัก และคนที่มิวรัก..
"รูปนี้แตงไม่อยู่แล้วใช่มั้ย..."
"ยังหรอก.. ตอนนี้เรายังอยู่กันครบ 4 คน แต่แตงอยากจะถ่ายรูปเองบ้าง คุณยิ้มภูมิใจใหญ่ที่แตงถ่ายรูปเป็นกับเค้าซะที ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็เป็นแค่ไม่กี่เรื่องที่แตงทำให้เราภูมิใจ"
"ผมรู้แล้ว"
ผมรู้แล้ว... ว่าจูนไม่ใช่แตง
ผมรู้แล้ว... ว่าแตงไม่กลับมาอีกแล้ว
ผมรู้แล้ว... ว่าที่ผ่านมาผมทำร้ายครอบครัวตัวเองมากแค่ไหน
แต่ฉันก็รู้แล้วเหมือนกันว่า แตงจะยังอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป...
ฉันผิดเองที่พยายามลบเขาออกจากครอบครัวของเรา..
ฉันผิดเอง...
เมื่อเธอเข้าใจความหมาย แล้วใจจะได้มีกันและกัน...
สุขสันต์วันคริสต์มาส(ย้อนหลัง)ครับ
เด๋วไว้รอดูเวอร์ชัน Director cut ที่เฮาส์อีกรอบอ่ะครับผม
(มุก อ่ะมุก)
#1 By เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ on 2008-01-04 07:46