รักแห่งสยาม

รักแห่งสยาม aka The Love of Siam
(ไทย, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2550, A+++++++++)



นี่ไม่ใช่บทความ แต่เป็น
บทพล่าม

(เพราะฉะนั้นถ้ามันเวิ่นเว้อ ยืดยาว น่าเบื่อ ก็ทนๆอ่านกันไปแล้วกันนะ แหะๆ)
(จริงๆเคยลงไว้ในบล๊อกเก่า แต่บล๊อกมันโดนลบไปแล้วด้วยสาเหตุงี่เง่า
ดีว่าไปลงใน เด็กหนัง ด้วย เลยก๊อปกลับมาลงบล๊อกอีกที)

 

อนึ่ง ได้โปรดไปดูหนังเรื่องนี้ก่อนอ่าน
(มันควรจะดูกันหมดแล้วล่ะ 5555)

 


ตอนแรกผมทะเยอทะยานมาก อยากบอกความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร ถึงกับตั้ง ambition ไว้ว่า "กูจะแบ่งพาร์ตด้วยเนื้อเพลงในหนัง" ซึ่งคิดไปคิดมา และพยายามจะลองเขียน แม่งก็ไม่ลงตัวเสียที(อนึ่ง ท่านปรมาจารย์ filmsick ได้ทำสิ่งที่ผมตั้งใจตอนแรกไว้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ที่นี่ http://filmsick.exteen.com/20071127/entry ขอกราบงามๆสามที)

สรุปก็เลยเลิกล้มความตั้งใจนี้ไป(ด้วยความขี้เกียจ และความเป็นไปได้ที่จะทำ) แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังอยากเขียนถึงหนังเรื่องนี้แบบยาวๆ เพราะอย่างน้อยก็เป็นหนังเรื่องต้นๆในชีวิตที่ทำให้ผมอยากเดินเข้าโรงหนังเพื่อดูเป็นรอบที่สาม (ถัดจาก Kill Bill ภาคแรก และแสงศตวรรษ ที่ไม่มีโอกาสได้ดูรอบที่สามในโรงภาพยนตร์) ก็เลยแค่อยากจะบันทึกความรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้เอาไว้ เพราะผมคงเขียนสั้นๆแบบในรีวิวประจำเดือนไม่ได้แน่ๆ... (ในขณะที่รีวิวประจำเดือนตุลาก็ยังไม่เสร็จ ทั้งที่นี่จะธันวาแล้ว เหอๆๆ กราบขออภัยมิตรรักแฟนบล๊อกทุกท่านจากก้นบึ้งของเศษซากหัวใจ)

ผมดูหนังเรื่องนี้จบสามรอบ ด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมและมีความสุข อมยิ้มอยู่เกือบตลอดเวลาที่หนังฉาย ต่างกับคนดูคนอื่นเท่าที่ผมพบเจอและรู้จักที่มักจะเสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้อย่างมากมาย จากแรกๆที่ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่แต่เมื่อได้ลองคุยกับเหล่าบุคคลผู้เสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้ว่าอินขนาดนั้นเพราะอะไร... เพราะในรอบที่สาม ชาวต่างชาติคนหนึ่งยังเสียน้ำตาให้หนังเรื่องนี้ (อย่างน้อยก็มีฝรั่งสองคนที่ชอบหนังเรื่องนี้ อีกคนหนึ่งคือ WiseKwai ในบอร์ด RottenTomatoes)

ผมเริ่มจะสรุปผลได้ว่า... ผมยังไม่เคย "รัก" ใครจริงๆเลยหรือเปล่า ความรู้สึกมีความสุขนั้น เกิดจากการที่ผมยินดีไปกับเหล่าตัวละครที่ในที่สุดก็รู้จักกับความรัก รู้จักกับการประคับประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกัน แม้ว่าจะผ่านเวลาที่เป็นวิกฤติต่างๆนานา... ผมเริ่มจะร้องไห้ให้ตัวเองแล้วล่ะ ที่ผมเหมือนจะไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่ประเสริฐขนาดนี้บนโลกมนุษย์... (ผมยังไม่แน่ใจว่าที่เคยเสียน้ำตาให้เธอไปมากมายเมื่อคราวก่อน มันอาจไม่ใช่ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นก็เป็นได้... เป็นแค่ความงี่เง่าครั้งหนึ่งในชีวิต เท่านั้นเอง)

 


การหายสาบสูญของแตง... ทำให้ครอบครัวของโต้งอยู่ในสภาพกึ่งล่มสลาย เมื่อหัวหน้าครอบครัวอย่างกรณ์ได้สูญสิ้นศรัทธาและกำลังใจในชีวิต ทุ่มชีวิตให้กับเหล้าและพร่ำเพ้อตรอมใจถึงลูกสาว เพราะเขาออกปากอนุญาตให้ลูกไปเดินป่าทั้งที่แม่เป็นคนห้าม ในขณะที่สุนีย์ผู้เป็นแม่ก็ยิ่งเข้มงวดกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว เธอขับรถไปรับไปส่งลูกทุกวันแม้ว่าลูกจะอยู่ชั้นมัธยมปลาย เพราะเขาเปรียบเสมือนคนคนเดียวในครอบครัวที่เธอเหลืออยู่ เพราะหลังจากที่เสียลูกสาว เธอก็เสียสามีไปพร้อมๆกัน และได้ผู้ชายขี้แพ้ขี้เหล้ามาอยู่ในบ้านเพิ่มอีกหนึ่งคน ในขณะที่ โต้ง กลับพบกับความสูญเสียที่หนักหนากว่านั้น เมื่อเขาสูญเสียทั้งพี่สาว พ่อ และแม่ไปในเวลาเดียวกัน เมื่อแม่ได้มุ่งมั่นที่จะตีกรอบชีวิตของเขาเพื่อป้องกันความผิดพลาด แต่ปราศจากการเปิดอกเพื่อเข้าใจลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยแห่งความสับสนของชีวิต กลายเป็นวัยรุ่นที่โดดเดี่ยวแม้ว่าจะมีพ่อมีแม่อยู่บ้านเดียวกัน

นอกจากครอบครัวของโต้งแล้ว การที่แตงหายไปนั้นส่งผลกระทบต่อเด็กชายตัวเล็กๆชื่อมิว ผู้อาศัยอยู่กับอาม่าข้างๆบ้านโต้ง เพราะเด็กชายมีเพียงอาม่ากับโต้งเท่านั้นที่เขาเปิดใจให้ (ในขณะที่ถูกกลั่นแกล้งตามประสาเด็กเรียบร้อยทั่วไป) เมื่อครอบครัวของโต้งตัดสินใจย้ายบ้านเพื่อหลีกลี้หนีความทรงจำก็เท่ากับพรากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาจากไปด้วย เมื่อสูญเสียอาม่าไป มิวก็แทบจะถูก "โดดเดี่ยว" โดยสมบูรณ์แบบ หากไม่มีมรดกความคิดจากอาม่าคือ "ดนตรี" ที่พอจะช่วยเยียวยาจิตใจของเขาได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

เมื่อโต้งกับมิวมาพบกันโดยบังเอิญอีกครั้งที่สยามสแควร์ มิวก็เกิดแรงบันดาลใจเขียนเพลงรักตามโจทย์ที่ค่ายเพลงให้มาจากที่ตอนแรกหัวตื้อหัวตัน จากการพบกันครั้งนี้ทำให้โต้งได้พบกับจูน ที่ทำหน้าที่ดูแลวงออกัสของมิว ผู้มีหน้าตาเหมือนกับพี่แตงจนแทบแยกไม่ออก ครอบครัวของโต้งจึงเสนอให้เธอสวมรอยเป็นแตง โดยหวังว่าอาการของกรณ์จะดีขึ้น หลังจากตรอมใจและจมอยู่ในความทุกข์กับขวดเหล้ามาร่วม 5 ปี

 


อีกฟากหนึ่งของเรื่องราวที่เดินขนานกันไป... โต้งคบเป็นแฟนกับโดนัท เด็กสาวหน้าตาดีจากโรงเรียนไฮโซ แต่ภาพที่เราเห็นคือความระหองระแหงระหว่างคนสองคน ราวกับว่าไม่ได้ทำความรู้จักกันมาก่อนเลยแม้จะมีสถานะเกินเพื่อน คนหนึ่งเหมือนไม่สนใจ ในขณะที่อีกคนก็เรียกร้องการเทคแคร์จนดูเหมือนเอาแต่ใจและหาเรื่องกันอยู่ตลอดเวลา (เราจะเห็นความน่ารำคาญของโดนัทตั้งแต่ที่แผงขายตุ้มหู และความไม่เอาใจใส่ของโต้ง ที่หน้าร้านขายตุ๊กตาไม้แบบเดียวกับที่เขาเคยให้มิวก่อนย้ายบ้าน)

เมื่อโต้งมาพบกับมิว และมิวได้โทรเรียกโต้งไปหาที่ห้องซ้อมกลางดึก(เพื่อร้องเพลง "รู้สึกบ้างไหม" ให้ฟัง - ส่วนตัวผมคลั่งเพลงนี้มาก) และคืนนั้นโต้งก็เลือกจะไปนอนค้างบ้านมิว เพราะกลัวโดนแม่ว่าที่กลับบ้านดึก (ในขณะที่แม่ก็ขับรถออกตามหาลูกทั้งคืน ทั้งที่ไม่มี hint ว่าควรจะไปที่ไหน อย่างไร แถมลูกยังทิ้งมือถือไว้ที่บ้าน - ฉากนี้คุณสินจัยเล่นดีมาก เพราะแสดงบุคลิกของสุนีย์ออกมาได้ดี เพราะเธอจะเป็นคนที่ไม่แสดงออกทางอารมณ์มากมายจนดูเหมือนคนเก็บกด)

หรือวันนั้นเองที่ฉันทำเรื่องเราพลาดไป ไม่อาจจะทำให้เราคืนไปเป็นอย่างวันนั้น? ระหว่างที่อยู่ในห้องซ้อมนั้นโต้งพบกับจูนที่หน้าตาคล้ายแตงราวกับฝาแฝด ในขณะที่มิวกำลังใช้เพลง "รู้สึกบ้างไหม" ถามใจโต้งผ่านท่วงทำนอง โต้งกับพ่อและแม่เองก็คงอยากใช้เพลงนี้ถามความรู้สึกของแตงเช่นกันที่ทิ้งครอบครัวไปอย่างไม่มีเยื่อใย ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม... และวันต่อมาเมื่อสุนีย์รู้เรื่องจูนจากลูกชาย เธอก็ตัดสินใจว่าจ้างให้จูนมาสวมรอยเป็นแตง โดยหวังว่าอาการตรอมใจของกรณ์จะดีขึ้น

ฉากที่สำคัญที่สุดฉากหนึ่งในช่วงเวลานี้ คือตอนที่โต้งกับมิวคุยกันอยู่บนเตียง เมื่อโต้งถามมิวถึงชีวิตที่ผ่านมา 5 ปี มิวก็เริ่มระบายถึงความเหี้ยของความเหงาที่ทำร้ายมิวมาตลอดตั้งแต่เสียอาม่าไป ความลักลั่นระหว่างการรักแล้วกลัวความเจ็บปวดจากการสูญเสีย และคำถามที่ว่าเราจะอยู่ได้อย่างไรถ้าเราไม่รักใครเลยสักคนในชีวิตนี้...

คืนนั้นจบลงด้วยการที่มิวได้นอนซบไหล่หนุนแขนโต้งอย่างอบอุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเต็มที่ว่างในใจของเด็กชายวัยสับสนทั้งสองคน ผมเชื่อว่าระหว่างที่โต้งฟังมิวบรรยายความเหี้ยของความเหงา โต้งก็คงนึกถึงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน พลางนึกภาพความเหงาที่ทำร้ายเขาอย่างเงียบๆ อยู่อย่างขาดคนเข้าใจ และทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้การเข้าใจคนอื่น โต้งไม่เข้าใจอารมณ์แบบผู้หญิงๆของโดนัท ที่ก็แค่ต้องการให้แฟนตัวเองแสดงท่าทีเอาใจใส่และ "รัก" ให้มากกว่านี้ แต่กลับตอบโดนัทเรื่องตุ๊กตาไม้ว่า "ก็เมื่อกี้เพิ่งซื้อตุ้มหูให้ เงินเลยไม่พอแล้ว" ที่แสดงถึงอาการเฉยเมยอย่างรุนแรงต่อผู้หญิงที่กำลังคบหากันอยู่

และที่สำคัญที่สุด โต้งไม่เข้าใจตัวเอง...

คืนนั้น ไม่ได้มีแค่มิวที่จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่เด็กชายสองคนได้เติมเต็มหัวใจของกันและกัน


เนื้อเพลงท่อน คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจฉันมีปลายทาง น่าจะอธิบายช่วงเวลาของหนังหลังจากโต้งไปนอนค้างบ้านมิว และจูนเข้ามาเป็นเสมือนหนึ่งในครอบครัวของโต้ง ตัวละครทุกตัวมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า มิวเริ่มรู้จักความหวานกับรักลึกซึ้งหมดใจ ในขณะที่กรณ์กับสุนีย์เริ่มรู้จักความหมายของคืนวัน

ในงานปาร์ตี้ที่จัดให้แตง มิวร้องเพลง "เพียงเธอ" เป็นเพลงแรก แม้จะเป็นเพลงที่สื่อถึงความสุขของคนที่ได้รู้จักความรัก ความหวานลึกซึ้งหมดใจ แต่สิ่งที่ประชดประชันเหลือแสนก็คือ ความรักในเพลงนี้ผูกติดอยู่เพียงเธอ ราวกับคนอื่นรอบตัวนั้นพร่ามัวและไร้บทบาท ไม่ต่างกับกรณ์และสุนีย์ที่เอาหัวใจโยนทิ้งไปพร้อมกับแตงตั้งแต่ห้าปีก่อน หรืออย่างมิวที่ชอบคิดว่าไม่มีใครสนใจตัวเอง เพราะมองไม่เห็นคนรอบตัวที่พร้อมจะเข้าใจและอยู่เคียงข้าง

ดังนั้น ตอนที่ร้องเพลง "กันและกัน" เราจึงเห็นโต้งกับมิวสื่อสารกันผ่านสายตาและบทเพลงราวกับมีพวกเขาเพียงสองคน ทั้งที่ญาติพี่น้องพ่อแม่คนร่วมงานเลี้ยงอยู่กันเต็มบ้าน และหลังจากบทสนทนาหวานซึ้งที่โต๊ะม้าหินอ่อน โต้งก็ให้คำตอบที่มิวถามมาในเนื้อเพล