พระพุทธเจ้า : Dharma Fantasia

posted on 26 Dec 2007 22:52 by nanoguy  in Article


อนึ่ง... บทความนี้ได้ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ที่ตรงนี้คุณเขียน"
ใน นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 717 (ปักษ์ส่งท้ายปี 2007)

ได้โปรดสัญญากับเจ้าของบล๊อกก่อนว่า จะซื้อ (55555)

(น่านะ... 60 บาท เท่านั้น)

 

 

 

 


พระพุทธเจ้า

 
พระพุทธเจ้า : Dharma Fantasia


 

หลังจากที่ปีที่แล้วภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องก้านกล้วยเกิดพลิกโผคว้าตำแหน่งหนังที่ทำเงินสูงสุดไป ปีนี้เราก็เห็นอนิเมชั่นอีกเรื่องที่น่าจับตาตั้งแต่เริ่มสร้างอย่างพระพุทธเจ้า ด้วยเนื้อหาที่น่าจะต้องใจคนไทยได้ไม่ยาก (ในทำนองเดียวกับหนัง "รักชาติ" อย่างสุริโยไท นเรศวรซีรี่ส์ และก้านกล้วย) เพราะเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือ แต่กระแสที่ออกมาน้อยกว่าที่คาด (รายได้ 5 วันแรกราว 7 ล้านบาท แต่ก็ยังชนะ ผีจ้างหนัง) น่าจะเป็นเพราะความที่ผู้อำนวยการสร้างและบริษัทไม่ใช่สตูดิโอใหญ่ นอกจากงบประมาณที่ทุ่มกับการผลิตราว 120 ล้านบาทแล้ว จึงแทบไม่เหลืองบประมาณสำหรับการโปรโมตประชาสัมพันธ์ และที่สำคัญไม่มี power มากเท่ากับสตูดิโอใหญ่ในแง่การแย่งโรงฉายกับหนังเรื่องอื่นโดยเฉพาะ เข็มทิศทองคำ

ก่อนที่ผมจะเข้าไปดูอนิเมชั่นไทยเรื่องที่สามที่ได้ฉายโรงเรื่องนี้ ผมทำใจเผื่อไว้ก่อนแล้วในเรื่องของคุณภาพงานโดยรวมและเนื้อหาบางส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับอิทธิปาฏิหาริย์ปราบมาร จากที่เห็นในตัวอย่างหนังที่ปล่อยทางอินเตอร์เน็ต (พร้อมกับดนตรีประกอบที่ใช้กันจนเกร่อในหนังแอ็คชั่นดาษๆทั่วไป) รวมถึงภาพต่างๆที่ออกมาก่อนหนังฉาย

น่ายินดีที่เสียงพากย์ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอนิเมชั่นเรื่องนี้ เพราะการเล่าเรื่องแบบเรียบง่ายเหมือนเปิดหนังสือเรียน บทพูดที่ไม่เน้นการแสดงอารมณ์ใดๆมากนัก ทำให้ถึงแม้ผู้พากย์จะไม่มีประสบการณ์มาก่อน หรือไม่มีเทคนิคชั้นเชิงในการพากย์เสียง ขอเพียงพูดให้ตรงกับปากก็ถือว่าทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

อนิเมชั่นไทยในยุคหลังนี้ผมรู้สึกว่ามีปัญหาร่วมกันหนึ่งอย่าง คือความไม่กลมกลืนกันของฉากหลังและตัวละคร ซึ่งปัญหานี้เป็นอยู่เกือบทุกเรื่องทั้งการ์ตูนที่ทำฉายทางโทรทัศน์ หรือแม้แต่ก้านกล้วยก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน เพราะการออกแบบฉากนั้นเน้นความใกล้เคียงกับธรรมชาติและความเป็นจริงสูง แต่การออกแบบตัวละครกลับเน้นให้เกิดความเป็น "การ์ตูน" จนดูแปลกแยกออกจากฉากหลัง เหมือนกับเอาตัวละครมาแปะทับลงบนภาพวิวธรรมชาติ และแน่นอนว่าในพระพุทธเจ้าก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน แต่โดยรวมถือว่าพระพุทธเจ้ามีปัญหาหนักกว่าก้านกล้วย เพราะตัวละครในเรื่องหลังนั้นยังสร้างความแตกต่างในสายตาคนดูได้ เช่น พระนเรศวร ที่ดูมีสง่าราศีกว่าตัวละครอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องแรกนั้นตัวละครเกือบทุกตัวดูแบนราบเกือบจะเท่ากันหมด ไม่เว้นแม้แต่ตัวละครพระพุทธเจ้า (ถึงตัวละครอื่นๆหลายตัว เช่น องคุลิมาล จะพยายามออกแบบให้แตกต่างและดู "ไม่เป็นคน" อย่างสุดขั้วแล้วก็ตาม)

ส่วนในแง่ที่ตัวละครหน้าเหมือนมู่หลานจนเกินไปนั้นผมไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะเราทราบโดยทั่วกันอยู่แล้วว่าทีมวาดนั้นเคยวาดเรื่องมู่หลานของดิสนีย์มาก่อน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าก๊อปลายเส้นมาหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่หนังพยายามสร้างบรรยากาศความเป็นอินเดียอยู่ตลอดเรื่อง ทั้งทิวทัศน์เมืองที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดีย รวมไปถึงดนตรีประกอบแบบอินเดียที่ใส่เข้ามาเป็นระยะๆ (รวมไปถึงฉากนางสุชาดาทำข้าวมธุปายาส ที่ชวนให้นึกถึงฉากเต้นรำในหนังอินเดียที่เห็นกันจนคุ้นตา) แต่ตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่กลับหน้าตาคล้ายกับคนเชื้อสายจีนไปเสียได้ (ถ้าเกิดหนังไม่นำเสนอความเป็นอินเดียมากขนาดนี้ ผมคงเฉยๆ เพราะเราไม่มีหลักฐานใดๆยืนยันได้ว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์หรือไม่) ส่วนคอสตูมของพญามาร ก็น่าสงสัยว่าไปตัดร้านเดียวกับเสนาบดีจาฟาร์แห่งอัคราบาร์ใน Aladdin หรืออย่างไร

แต่ปัญหาทั้งหลายข้างต้นนั้น ยังไม่หนักหนาเท่ากับการเล่าเรื่องและเนื้อหาในภาพยนตร์

 

ผมพอเข้าใจว่าเนื้อหาในพุทธประวัติตามที่ร่ำเรียนมานั้น ยืดยาวและรายละเอียดเยอะเกินกว่าจะบรรจุลงได้หมดในความยาวสองชั่วโมง ด้วยข้อจำกัดตรงนี้ทำให้ต้องตัดเนื้อหาทิ้งไปหลายส่วน และข้ามรายละเอียดหลายช่วงตอนไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรายละเอียดที่ต้องเคยเรียนมาก่อนระดับหนึ่งแล้วจึงจะรู้เรื่อง ถ้าพ่อแม่พาลูกเล็กๆเข้าไปดูก็ยากที่จะเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบายกันพอสมควรหลังหนังจบหรือแม้แต่ในโรงภาพยนตร์

สิ่งหนึ่งที่หนังแสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลาคือ "บารมี" ของพระพุทธเจ้า แม้จะพูดเรื่องการสั่งสมกรรมแต่ชาติปางก่อนอยู่เนืองๆ แต่ภาพที่เห็นนั้นกลับทำให้หนังดูไร้เหตุผล (ขัดกับภาพของศาสนาพุทธ ที่ครูบาอาจารย์มักพร่ำสอนอยู่เสมอว่าเป็นศาสนาที่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนาอื่นๆบนโลกนี้) เพราะหลายต่อหลายสถานการณ์ยุ่งยาก กลับคลี่คลายได้ง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อเพียงเพราะมีตัวพระพุทธเจ้าอยู่ในเหตุการณ์นั้น สองฉากที่ชัดเจนที่สุดคือฉากพญามารและลูกสมุนมารุมพระพุทธเจ้า ก่อนที่พระแม่ธรณีจะออกมาบีบมวยผม และอีกฉากคือตอนที่ลูกสาวพญามารทั้งสามมายั่วยวนก็คลี่คลายได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว ราวกับการปฏิเสธสิ่งยั่วเย้าและความยากลำบากใดๆนั้นช่างง่ายดายเหลือเกิน ขอแค่คนคนนั้นเป็นพระพุทธเจ้าก็เพียงพอ

อีกจุดที่น่าประหลาดใจที่สุด คือหนังจงใจตัดเรื่องราวเกี่ยวกับภิกษุณีองค์แรกอย่างนางปชาบดีโคตมี (น้าของพระพุทธเจ้า) ออกไปทั้งหมด และหนังพูดถึงคำว่า "ภิกษุณี" แบบแทบนับครั้งได้และผิวเผิน (คือพูดแค่ เหล่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย จง... ฯลฯ) โดยไม่แสดงภาพของผู้หญิงที่มีจิตใจใฝ่ศึกษาธรรมให้เราเห็นเลย ทั้งที่เรื่องราวของนางปชาบดีมีพลังมากพอที่จะแสดงให้คนดูรู้สึกถึงความเท่าเทียมและไม่เหลื่อมล้ำของศาสนาพุทธ ทุกคนสามารถศึกษาธรรมได้ ทุกคนสามารถพ้นทุกข์ได้ หรือพวกเขาเพียงแค่ไม่ต้องการพูดถึงเหตุผลตอนแรกของพระพุทธเจ้าที่ปรามาสสตรีเพศว่าไม่อาจศึกษาธรรมได้ และเป็นกาลกิณีต่อพระศาสนา ก่อนที่ตอนสุดท้ายต้องยอมบวชให้พระนางปชาบดี น่าสงสัยว่าพวกเขากลัวเยาวชนสับสนหรืออย่างไร เพราะในสังคมไทยปัจจุบันไม่มีภิกษุณีหลงเหลืออยู่แล้ว หรือพวกเขากลัวคนบอกว่าพระพุทธเจ้าเหยียดเพศสภาพ? (ในขณะที่หนังกลับให้เวลาพอสมควรกับการอธิบายว่า ผู้ประกอบอาหารมื้อสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าฉันแล้วเป็นบิด มีบุญมากเทียมเท่ากับนางสุชาดาที่ประกอบอาหารมื้อก่อนตรัสรู้ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ)

ฉากหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆต่อทัศนคติของผู้สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ คือตอนที่พระสารีบุตรกลับไปโปรดแม่ที่บ้านในช่วงเจ็ดวันสุดท้ายของชีวิต หนังบอกเราว่าพระสารีบุตรพยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำให้แม่หันมาสนใจในพระพุทธศาสนา (ด้วยเหตุผลว่าศาสนาพุทธคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวของโลก) และออกห่างจากสิ่งที่ศาสนาพุทธเรียกว่าเดียรถีย์ แต่พระสารีบุตรกลับไม่ได้ทำให้แม่ของตนสนใจและเข้าถึงพระธรรมของพระพุทธศาสนา หากแต่เสียเวลาอธิบายว่าพระสาวกและพระพุทธเจ้ามีศักดิ์เหนือกว่าเทพที่แม่นับถือกี่ลำดับชั้น ก่อนที่แม่เริ่มจะหันมาสนใจศาสนาพุทธเพียงเพราะว่าพระพุทธเจ้ามีศักดิ์เหนือกว่าพระพรหม และหนังก็พูดถึงท่าทีของแม่พระสารีบุตร(รวมถึงตัวพระสารีบุตรเอง)เยี่ยงนี้ว่าเป็นสิ่งที่ดีและประเสริฐยิ่ง

โดยเฉพาะในส่วนของเดียรถีย์นั้น หนังไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆเลย ทำให้คนดูอาจตีขลุมหมายรวมถึงศาสนาพราหมณ์-ฮินดูได้ด้วย (โดยเฉพาะในฉากที่บ้านพระสารีบุตรที่ใช้ภาพอ้างถึงเทพในศาสนาฮินดูหลายองค์ว่านับถือแม้แต่พระสาวกของพระพุทธเจ้า จนต้องมาเยี่ยมเยียนเมื่อมีอาการป่วยไข้ ในแนวทางที่แทบไม่ต่างกับตำราของศาสนาฮินดูบางส่วนที่บอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าเทพในศาสนาฮินดู และอีกฉากที่พระโมคคัลลานะต้องชดใช้กรรมที่เคยทุบตีพ่อแม่ โดยถูกกลุ่มคนที่แต่งกายเหมือนพราหมณ์ทุบตีจนถึงแก่ชีวิต โดยคนเหล่านั้นให้เหตุผลอย่างโจ่งแจ้งจนน่าตกใจว่า "เพราะมีพระพุทธเจ้าเข้ามา ลัทธิของพวกเราถึงเสื่อมความนิยม" จึงมาระบายความแค้นกับพระโมคคัลลานะ) ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังไม่ให้เวลากับการตอบโต้เจ้าลัทธิต่างๆ ของพระพุทธเจ้าที่จะแสดงให้เห็นความมีเหตุมีผลของศาสนาพุทธได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับมุ่งให้เรานับถือในบารมีของพระพุทธเจ้ามากจนเกินงาม และแทบละทิ้งหลักธรรมกับความมีเหตุมีผลไปจนหมดสิ้น

ตกลงว่าหนังสนับสนุนให้คนดู(โดยเฉพาะเยาวชน ตามจุดประสงค์ที่ผู้สร้างบอกกล่าวกับสื่อมวลชน)มองว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทพเหนือเทพกระนั้นหรือ? หรือเขากำลังบอกเราว่าการนับถือเพียงตัวพระพุทธเจ้าหรือสาวกอย่างผิวเผินก็เพียงพอแล้วที่จะนับว่าคนผู้นั้นเป็นพุทธศาสนิกชน? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วจะต่างอะไรกับการบังคับให้เรากราบไหว้คนโกนผมห่มผ้าเหลืองที่ประกอบพิธีไสยศาสตร์วัตถุมงคล เพียงเพราะคนผู้นั้นห่มผ้าเหลืองและมีบัตรประจำตัวภิกษุเล่า?

 

เขียนมาเสียยืดยาว หลายท่านอาจครหาว่าผมช่างดูหนังเพื่อจับผิด ตาบอดตาใสแสร้งไม่เห็นข้อดีที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอออกตัวไว้ก่อนว่า แม้จะดาษดื่นไปด้วยความลักลั่นต่างๆนานาในอนิเมชั่นพุทธประวัติเรื่องล่าสุดเรื่องนี้ก็ตาม ท่ามกลางข้อด้อยจุดบอดเหล่านั้นก็ยังมีคุณูปการข้อสำคัญข้อหนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าทำให้ผมเข้าใจถึงสถานการณ์ศาสนาพุทธในปัจจุบันว่าวิกฤติบิดเบี้ยวแค่ไหน ในเมื่อผู้ที่เรียกตนว่าผู้ศรัทธาและต้องการเผยแพร่ธรรมะของศาสนานั้น ยังมองว่าเยาวชนไทยควรรับรู้เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์และบารมีขององค์ศาสดาที่ไม่มีตัวตนเป็นสำคัญเสียยิ่งกว่าหลักธรรมที่พระพุทธเจ้ายกให้เป็นศาสดาหลังจากที่พระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

เหตุการณ์พระภิกษุเดินขบวนเรียกร้องศาสนาประจำชาติ และรวมตัวประท้วงภาพเขียนภิกษุสันดานกา คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในยุคหลัง

edit @ 1 Jan 2008 01:47:41 by nanoguy

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เดี๋ยวไปซื้อแน่นอน >,<!!!

#1 By Barista PaRiSs on 2007-12-26 23:21

อันนี้เขียนเองใช่มั้ยเฮียถึงบอกให้ซื้อเนี่ย
เดี๋ยวนี้ชักจะดังใหญ่แล้วนะ


อ่านจนจบแล้วรู้สึกว่าเขียนได้ดีจัง และครอบคลุมด้วย
สำนวนก็ยังคงเหมือนเดิมนะจะว่าไป เพียงแต่ลดทอนคำหยาบและคำด่าทอออกไป
รู้สึกตะหงิดๆตั้งแห็นหนังตัวอย่างแล้วเหมือนกัน
และรู้สึกไม่อยากดูเลย ดูมันไม่ใช่พระพุทธเจ้า มันออกแนวซูเปอร์ฮีโรเหลือเกิน
ได้อ่านรีวิวนี้ยิ่งรู้สึกดี...ดีที่ไม่ไปดู
มีข้อบกพร่องมากขนาดนี้ แย่เหลือเกิน
นับวันประเทศไทยเราก็ยิ่งจะสอนให้คนนับถือที่รูปสัญลักษณ์ภายนอก
แทนที่จะให้ความสำคัญแก่การเข้าถึงแก่นภายใน
ไม่ชอบเลย
(โดยเฉพาะการกล่าวเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น หรือการตัดทุกอย่างเกี่ยวกับภิกษุณีออก)



ปล. เห็นเม้นท์เฮียในบล๊อกแปงแล้วอึ้งแหละ เห็นใจวุ้ย(รู้แหละว่าจะพูดว่ายังไง เอ็งไม่ต้องมาเห็นใจกรูหร๊อกกก ไอ้ต้น อะไรประมาณนั้นแหละมั้ง)แต่การที่บล๊อกถูกปิดไปโดยอำนาจมืดโดยที่เจ้าของไม่รู้เรื่องเลยสักนิดมันก็เกินไป จะบอกให้ว่าแค่อ่านเม้นท์นั้นน่ะก็แทบน้ำตาซึมตามเลย ตอนนี้ยิ่งอารมณ์อ่อนแออยู่ด้วย(วุ้ย)

#2 By :: Unravel :: on 2007-12-26 23:30

อะไม่อ่าน รออ่านในเล่มbig smile

#3 By filmsick on 2007-12-26 23:30

ย้ายบ้าน เม้นท์บ้านใหม่ครั้งแรกของแก

แอบไม่ชอบเรื่องที่ไม่ใส่ธรรมะเหมือนกันงะ

สร้างแบบออกแนวยังกะกูอ่านไบเบิลฉบับพุทธอยู่

ปล.ไม่ได้ว่าอะไรศาสนาคริสต์นะ แค่เปรียบเทียบเฉยๆ

#4 By zadwaan (125.24.64.74) on 2007-12-26 23:31

เอ่อ ลืมไป
สอบเป็นไงมั่งเนี่ย ยังมีเวลามาอัพบล๊อก(ฮ่าๆๆ)
ข้าพเจ้าก็จะสอบพรุ่งนี้แล้ว รู้สึกละเหี่ยใจอย่างที่สุด
โคตรจะรู้สึก down เลยตอนนี้
อย่างจับสาเหตุไม่ถูก ไอ้เรื่องสอบก็ส่วนหนึ่ง
แต่มันอะไรก็ไม่รู้ เป็นความอ่อนแอในช่วงรอยต่อ
สู้ๆละกันเฮีย สอบให้เสร็จแล้วเดี๋ยวได้มาดูหนังต่อ วะฮ่าฮ่า

#5 By :: Unravel :: on 2007-12-26 23:34

อันที่จิง พระพุทธศาสนา มันตลกๆ อยู่...
จิงๆแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าบอกนี้ มนุษย์ ม่ายมี วิญญาณ ม่ายมี true-self ม่าย มี การเกิดใหม่ แล้ว พอคน ถาม ถึง สวรรค์ ก็ ม่ายตอบ
...
พอ เห็น ข้อสังเกตุ ที่ ว่า พระพุทธเจ้าเป็นเทพเหนือเทพ?
ก็... งง กะ พระพุทธศาสนา

ปล. เด๋ว ไป หา ซื้อ ด้วย เช่นกัน

#6 By Hammer (202.91.19.206) on 2007-12-26 23:43

เด๋วยิ้มคนอื่นอ่านเอา


555+


โอ๋ๆ กุซื้อน่า

แหม จะส่งจดหมายไปบอกสตาพิคส์เลยว่า ซื้อเพราะมีบทความของคนนี้ลง

#7 By (58.8.243.174) on 2007-12-26 23:52

ง่ะ ไมชื่อมะขึ้น งุงิ

#8 By จั่น* (58.8.243.174) on 2007-12-26 23:59

เห่อๆๆ...แกไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเปอร์เซนต์ค่าขายหนังสือ แธนั้นไม่ซื้อเว้ย 555+

หลังจากโดนไล่ออกจากบ้านพันทิพ แกก็หาแหล่งใหม่ ระบายความคิดมึงเลยเชียว

#9 By squidy ying (210.86.214.173) on 2007-12-27 00:13

วันหลังจัดย่อหน้าให้อ่านง่ายๆหน่อย

นี่มันหน้าจอนะ ไมใช่หนังสือ

- -'

#10 By panumas05 (58.64.100.248) on 2007-12-27 00:58

ยังไม่ได้ดูเลยครับ เดี๋ยวจะไปอุดหนุนทั้งหนังและหนังสือ
+ เด๋วไปอ่าน(ฟรี)ใน Starpics อีกรอบครับ ... เง้ออออ ล่อเล่งงงงงเน้อ sad smile

+ อืม จริงๆ พี่ก็อ่านแนวๆ ที่ตี้เคยเขียนไว้ที่บล็อกคุณหมอพีฯ กับน้องนัทมาแล้วล่ะ ... พี่ว่าปัญหาคงเป็นเพราะทีมผู้สร้างและคนเขียนบท อาจนึกไม่ออกว่าถ้าจะอธิบายพุทธประวัติให้ออกมาในแบบที่ควรจะเป็นยังไงกระมัง ก็เลยใช้วิธีเอาพุทธปาฏิหาริย์ใส่เข้ามาเพื่อให้(เด็ก)เข้าใจง่าย ... แต่ทีนี้พอมามองในภาพรวม เลยดูเหมือนว่าคอนเซ็ปต์ของพุทธศาสนาที่แท้จริงจะบิดเบี้ยวไปเยอะ กลายเป็นภาพของพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ที่มีพุทธพาณิชย์มาเกี่ยวข้องไปเลย

+ จริงๆ แล้ว หนังก็เป็นเพียงสื่ออย่างนึง ที่อาจใช้จูงใจเด็กๆ ให้สนใจเท่านั้น ... ดังนั้น พุทธศาสนิกชน คงต้องหมั่นศึกษาหาความรู้แหละครับ ว่าธรรมะที่แท้จริง และการประพฤติธรรม นั้นคืออย่างไร ซึ่งหาใช่อิทธิปาฏิหาริย์ รอโชคชะตาฟ้าดินดลบันดาลไม่ ... แต่คือการตั้งมั่นในการคิดดี พูดดี ทำดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น มีสติ รู้จักใช้เหตุผล รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีต่างหาก ... ของอย่างนี้ ผู้ใดเข้าใจธรรมะ ผู้ใดปฏิบัติ บุญกุศลก็ย่อมตกอยู่แก่คนผู้นั้นเองแหละครับ big smile

#12 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2007-12-27 10:59

+ ลืม เด๋วบ่ายแก่ๆ จะลาเพื่อเดินทางกลับบ้านนอกแล้ว เจอกันปีหน้าฟ้าใหม่ (ที่หวังว่าคงสดใสกว่าปีนี้) นะคร้าบ ... อ้อ สอบให้หัวโปร่งๆ คิดอะไรก็ออกหมดเลยเน้อ surprised smile

#13 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2007-12-27 11:01

มาให้คำสัญญา
ที่ส่งมาก็ยังไม่ได้อ่าน
ไว้อ่านในเล่มดีกว่า
พรุ่งนี้แปงสอบวันสุดท้าย เฮียล่ะเป็นไงมั่ง?

ปกเล่มที่บทความเฮียลง พี่วินคงถูกใจ ก็ชอบหนังเรื่องนี้นี่นะ อะคริ อะคริ

ปล.คอลัมน์ "ที่ตรงนี้คุณเขียน" เค้าลงรูปคนขอเขียนป่าวล่ะ แหม..ทำไปได้ 555

อัพเพลงในบล็อก ถ้าอกหักไม่ต้องเข้ามาฟังนะ
เดี๋ยวจะช้ำตายพอดี

take care

question

#14 By (125.27.239.51) on 2007-12-27 19:25

^
^
รีบจนลืมลงชื่อคนให้คำสัญญา
เมื่อกี้ของแปงเองอ่ะquestion

#15 By pangz (125.27.239.51) on 2007-12-27 19:26

ไม่มีของฟรีเหรอquestion
บทความนี้ขอแปะโป้งไว้ก่อน ไม่มีเวลาอ่านว่ะ เอ้อ...ลืมบอก ตอนนี้อยู่ปายนะ อากาศเย็นดี หนาวบ้างแต่ไม่มาก เคยเจอหนาวกว่านี้

ปายวันนี้เริ่มโดนบุกรุกแล้วล่ะ อีกไม่ช้าก็คงไม่ใสเหมือนเคย ขยะเริ่มเยอะขึ้น เออ ไปนอนแล้วโว้ย พรุ่งนี้จะตื่นแต่เช้า(คาดว่าคงตื่นได้)มาดูทะเลหมอก

แล้วจะดูเผื่อ โชคดีโชคดี

big smile big smile

#16 By yibby on 2007-12-27 23:23

โอ ปกสวยดี ดูมีของ

bio ออกพรุ่งนี้เหมือนกัน แต่ที่ออฟฟิศนะ 555

#17 By merveillesxx (58.8.119.136) on 2007-12-27 23:48

ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้อ่ะ
แต่เดี๋ยวซื้ออ่าน ฮ่ะๆ
เขียนดีนะ ชอบๆ

#18 By หมอน (203.131.212.69) on 2007-12-28 00:05

ไม่ซื้อ เด๋วไปยืนอ่านเอา 55+

แก แบบ อยากดูอลิซซาเบธ หนุกมั้ยแก

#19 By พระเจ้าคนงาม** (58.9.7.34) on 2007-12-28 00:24

ตรงทัศนคติแปลกๆ จริงด้วย
ศาสนาพุทธ ไม่น่าจะยกตนเหนือศาสนาอื่นนะ

แต่ตรงนี้แหล่ะที่ทำให้อยากดูหนังขึ้นมาติดหมัด

#20 By grappa (58.9.194.82) on 2007-12-28 14:35

เอาน่า ก้ถือว่าช่วยๆเค้าsad smile

คนทำเค้ายอมขายบ้าน รถ ที่ดินเลยนะเว่ย >.<~"

ปล. พูดเรื่องจริงนะ ^^"

#21 By >>..J"o"Y~*..<< (58.8.195.114) on 2007-12-28 17:34

โว้วววว
ไม่ได้เข้ามานาน ทำไมบล๊อกตี้เป็นทางการขึ้นเยอะ
ทั้งฉากหลังและเนื้อหา

สำหรับเรื่องนี้ มีคนบอกมาว่าน่าเบื่อ...เหมือนหนังการ์ตูนช่อง 7 ธรรมดา
แต่เราก็ยังไปดู อยากไปพิสูจน์
อืมมมม

เรื่องเนิบๆ เรื่อยๆ
เนื้อหายาก
ไม่รู้ว่าเพราะเขาพยายามใช้บทตามพระไตรปิฎกมากไปหรือไม่
แต่มันเลยเข้าใจยาก
ไม่ค่อยจะดูเป็น "intro to buddhism" สักเท่าไร
ชาวต่างชาติ และชาวไทยที่มาดู คงต้องใช้วิจารณญาณและต้องมีความรู้มากมาก่อน จึงจะดูรู้เรื่อง

อีกอย่าง เราไม่ทราบว่าวัตุถุประสงค์ชัดๆของหนังเรื่องนี้คืออะไร
ถ้าเพื่อ เผยแผ่ศาสนา คงไม่ค่อยจะตรงเท่าไร
เพราะการตีแผ่ประวัติอย่างละเอียด ตามคัมภีร์ แบบนี้ ไม่ทำให้น่าสนใจขึ้นเท่าไรนักสำหรับคนทั่วไป (ในสายตาเรา)
แต่ถ้าเพื่อสรุปพุทธประวัติ
ก็นับว่าทำได้ดีเลย สำหรับเวลาเท่านี้ ที่สรุปเนื้อหามากมายมาได้
แถมๆ อภิธรรมและพระสูตรมากมายพอเป็นกระษัยด้วย

ปล. แกเขียนได้ดีนะ เราว่า

ปล.2 อยากไปดู เหมือนไปช่วยทำบุญ แต่คิดๆแล้วก็งงๆ ว่าสรุปแล้วเราไปดูนี่ช่วยเอสเอฟหรือช่วยพระศาสนากันแน่
แต่ยังไงก็อยากดูเป็นที่ตั้งละนะ

ปล.3 เรื่องแม่พระสารีบุตร ที่มาสนใจพระศาสนาภายหลัง....นั่นเหมือนการโฆษณาให้น่าสนใจ
พุทธประวัติตอนนี้ สอนเรื่องของการตลาดได้ดีทีเดียว
การตลาดที่ดี คือ เอาเรื่องที่เขาสนใจ มาเป็นจุดขาย (ใช่มะ)
น่าจะเอาการตลาดตรงนี้ มาใช้ในการวางโครงเรื่องหนัง ให้น่าสนใจด้วยนะ เสียดายจริง

ปล.4 ถ้าจุดขายของเขาคือเด็กๆ นับว่าถูกแล้วละที่ไม่ได้ใส่ธรรมะอะไรลงไปมากมาย
ไม่รู้สิ เราไม่เชื่อว่าเด็กสมัยนี้จะบรรลุธรรมชั้นโสดาปัตติผลได้ที่อายุ 7 ปี อย่างสมัยพุทธกาล
ฉะนั้น กราฟิกงามๆ ดูน่าสนใจกับปาฏิหาริย์ จึงเป็นการโฆษณาให้เด็กๆสนใจศาสนามากขึ้นได้ พอควร(ไหมนะ)

#22 By 125 66 (58.9.48.200) on 2007-12-28 21:57

ขอแอบถามถึงกระทู้ในพันทิป
ข้าพเจ้าแอบติดตามอ่านอยู่นาน
หนีไปเที่ยวภูเก็ต กลับมาปรากฎว่าโดนอุ้มไปแล้ว
เกิดอะไรขึ้น embarrassed

#23 By Sunday Syndrome on 2007-12-30 18:21

อุ๊ย เดี๋ยวช่วยอุดหนุน big smile

#24 By nomorebrain on 2007-12-30 22:58

<img src = http://www.bloggang.com/data/yibby/picture/1198965351.jpg>

มาอ่านแล้วตามที่ให้สัจจะวาจาไว้
ขอโนคอมเม้นท์ละกัน กลัวจะไปกระทบความรู้สึกคนอื่น อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่ได้ไปดูมาด้วย ไม่กล้าวิจารณ์เท่าไร



#25 By yibby on 2007-12-30 23:10

^
^
อ้าว! ที่นี่ใส่รูปไม่ได้เหรอ เซ็ง เอ๊ะ...หรือมีวิธีอื่น 'ไรวะ

#26 By yibby on 2007-12-30 23:12

สวัสดีปีใหม่

โหหห ขอบคุณโลกที่หมุนรอบดวงอาทิตย์
ทำให้เรามี ปีใหม่ ทุกปี อะคริ อะคริ

ขอบคุณมิตรภาพที่ส่งมาให้ในบล็อกด้วย
อ้อ ในเอ็มด้วย อะคริ อะคริ
เฮียเป็นพี่ชายที่น่ารักแต่เมื่อไหร่จามีแฟนสะทีหว่า
ล้อเล่นน่ะล้อเล่น หุหุหุ

ปล. ฝากสวัสดีคุณแม่ คุณพ่อ และคุณน้องด้วยค่า

big smile

#27 By pangz (125.27.238.26) on 2007-12-30 23:25

ถึงบ้าน(นนทบุรี)แล้วนะ มาถึงตอน5โมงเย็น

เมื่อคืนกว่าจะเคลียร์เรื่องรถได้แทบตายแน่ะ คุยกันไม่รู้เรื่อง คนเมาแม่งก็อู้คำเมือง เพื่อนพี่ก็พูดภาษากลาง ตำรวจแม่งก็ดูเนือยๆ เหมือนไม่อยากทำงาน

แล้วคุยกันbig smile

#28 By yibby on 2007-12-31 20:13

ดูจากหน้าปกของนิตยสาร

แล้วมามองรูปพญามาร

ผมไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมครับว่าท่าทางนั้นคล้ายคลึงกันมาก

สวัสดีคับ ผมเป็นน้องก่อกวนของพี่แปงเค้าคับ surprised smile
อ่า สวัสดีปีใหม่(ปีนี้กร๊อยกร่อยแฮะ)

เรื่องนี้ ว่าแล้วว่าคงต้องออกมาในแนวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แน่ๆ เหอๆ

เดี๋ยวไปซื้อมาเบิ่งดูเน้อ

#30 By เติ้ง (203.156.85.170) on 2008-01-02 04:33

เห็นด้วยกับข้อท้วงติงส่วนใหญ่ครับ surprised smile

แต่บางประเด็นที่ยกมานั้น ขนาดผู้ใหญ่เรายังเถียงกันไม่เสร็จเสียที (เช่น เรื่องภิกษุณี ฯลฯ) ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ การจะคาดหวังให้ประเด็นเหล่านี้ "เคลียร์" ภายในอะนิเมชั่น (ที่ไม่ได้รับการสนุนจากพวกผู้ใหญ่กลุ่มเดียวกันนี้) เพียงเรื่องเดียว คงเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสเอาการล่ะครับ

แต่ถ้ามองในแง่สื่อการสอนสำหรับเด็ก (โดยตัดเอาปัญหาของผู้ใหญ่ที่คาราคาซังออกไป) แล้วล่ะก็ ถือว่าใช้งานได้ตรงตามจุดประสงค์อย่างเต็มที่เลยล่ะครับ

#31 By Chubby Chocobo on 2008-01-02 20:25

สอบอยู่อ่ะดิ๊
รูปนก สินจัย ตรงกล่องคอมเม้นท์นี้สวยมากๆเลย

อยากดู Elizabethhhhh

#32 By :: Unravel :: on 2008-01-02 20:38

ก้าวแรกครับ ความบกพร่องก็ต้องมีธรรมดา อาจจะดูเหมือนจับผิด แต่ผมว่าก็ดีแล้ว

ทางผู้จัดทำจะได้เอาไปพฒนาได้ไง :)
เหอะๆๆ
สรุปว่าเขียนเรื่องนี้ส่งไปลงจริงหรอเนี่ย
ได้ตังค์มาเท่าไหร่เนี่ย
เอามาเลี้ยงเพื่อนบ้างนะ
อิๆๆๆๆ

ไม่รุหวะ
ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว
เรื่องเกี่ยวกับศาสนามันค่อนข้างละเอียดอ่อน
ไม่น่าทำเนื้อหาที่ผิดแผกออกไปเท่าไหร่

ปล.กรูไม่ได้อ่าน starpics อะ

#34 By MadSatan (202.133.135.75) on 2008-01-02 23:41

บทความที่กล้าหาญในการแสดงความคิดเห็นมากครับ

รู้สึกดีที่ได้เห็นบทความนี้

หลังจากหลังๆ มักจะได้เห็นแต่บทความแบบ play safe ตลอด

#35 By นกไร้ขา (58.8.85.180) on 2008-01-03 02:13

+ พี่ซื้อ Starpics เล่มนี้แว้วนะคับ ลงทุนเพื่อตี้เลยนะเนี่ย (... ล้อเล่น เจงๆ แล้วอ่านที่แผงไม่ทัน ประกอบกับว่าจะส่งผลโหวต กับจะเอาปฏิทินด้วยแหละ หุๆ confused smile)

+ พี่ไปจัดอันดับ 10 คาแรคเตอร์ดีเด่นของพี่เอง ไว้ที่บล็อกคุณหมอพีฯ แล้วนะครับ แล้วก็ว่าจะรวบรวมทั้ง 3 ส่วน (คาแรคเตอร์, ฉาก, หนัง ยอดเยี่ยม) อัพไปลงบล็อกของตัวเองอีกที จะได้รวบรวมไว้เป็นประวัติศาสตร์การดูหนังประจำปีที่ผ่านมา ... ส่วนของตี้ จะไปจัดด้วยรึเปล่า? หรือว่าจะรวบรวมไว้ตอนจัด นาโน อวอร์ดส์ ทีเดียวไปเลยอ่ะครับ surprised smile

#36 By บลูยอชท์ (202.69.140.130) on 2008-01-03 14:29

โอ้....วิเคราะห์ได้เยี่ยมมากๆเลยครับ

มีหลายประเด็นที่ผมไม่ทันได้สังเกตตอนดูเลยครับ แต่พอมาอ่านแล้วนึกย้อนไป ผมเห็นด้วยกับข้อท้วงติงหลายๆข้อของคุณnanoguyนะครับ

ปล. ที่จริงผมเคยแวะเข้ามาอ่านentryนี้รอบนึงแล้วครับ แต่อ่านได้ไม่จบน่ะ เลยไม่ทันได้คอมเมนท์ให้ พอดีคุณnanoguyมาแปะไว้ในคอมเมนท์ ผมเลยได้อ่านจนจบเลยครับconfused smile เกือบพลาดประโยคหลังๆไปซะแล้ว (ที่เกี่ยวกับพวกเดียรถีย์ และ ศาสนาอื่น น่ะครับ)

#37 By SkyKiD on 2008-01-18 01:37

ก่อนอื่น ผมว่าคุณมองเจตนาของผู้สร้างในแง่ลบเกินไปนะครับ คนเราไม่ใช่พระอรหนัต์์ืย่อมไม่อาจตีแผ่หลักธรรมออกมาให้เห็นชัดแจ้งได้ ขนาดคุณอ่านพระไตรปิฎกหรือพุทธประวัติ(ถ้าคุณลองอ่านนะ) คุณยังอาจจะงงเองด้วยซ้ำว่า ทำไมพระพุทธเจ้าตรัสเพียงคำๆเดียวก็ทำให้กองทัพมารแตกพ่ายได้ หรืออะไรๆก็ดูง่ายถ้าเป็นพระพุทธเจ้า ย้ำอีกครั้ง แม้แต่ในพระไตรปิฎกคุณก็อาจพบเรื่องราวแค่นี้ โดยไม่มีการตีแผ่ออกมาให้เราเข้าใจว่าอะไรและทำไม เรื่องนี้ถ้าไม่ให้พระภิกษุสูงๆมาเทศน์ให้เราเข้าใจ ปุถุชนทั่วๆไปก็ยากยิ่งที่จะตีความให้เข้าใจได้ ยิ่งต้องสื่อออกมาเป็นภาพ ให้เด็กดูแล้วเข้าใจหลักธรรมลึกๆให้เข้าใจง่ายด้วยแบบนี้ โจทย์แบบนี้ยากบรมเลยนะครับผม

กรณีลองให้พระเก่งๆในประเทศเราช่วยตีแผ่ออกมาล่ะ? สมมติว่าลองทำเช่นนั้น สมมติว่าหนังอธิบายที่มาที่ไปของเหตุการณ์ต่างๆออกมาเป็นหลักธรรม ผมเองก็เกรงจริงๆเลยว่าคนดูจะพาลหลับกันหมดโรง ดีไม่ดีอาจมีเสียงบ่นต่อว่า"ทำหนังให้เด็กดูไม่เห็นต้องตีความลึกขนาดนั้นเลย" สรุปโดนทั้งขึ้นทั้งล่องครับผม ผู้สร้างเองขนาดไปอยู่อินเดีย ไปดูพุทธคยาทุกวัน ยังซึมซาบและตีแผ่ออกมาได้ในมุมจำกัด ผมก็อยากลองเดาว่าถ้าเอาคนธรรมดาๆที่ไมได้แรงบันดาลใจลองมาสร้างจะออกมาอีหรอบไหน จะให้มีคนกล้าืำทำผมยังแทบไม่เห็นเลยจนบัดนี้ แต่นั่นแหละครับ คุณเองก็พูดได้ดีในหลายแง่ เช่นแง่ของนางปชาบดี ที่ผมเห็นว่าควรจะตีแผ่มากๆ เพราะทุกวันนี้ประเด็นรื้อฟื้นภิกษุณีก็เริ่มเป็นที่สนับสนุนกันแล้ว หนังน่าจะเอื้อตรงนี้แทนที่จะเปรียบเทียบเรื่องคนที่ทำอาหารให้พระพุทธเจ้าเป็นบิดแล้วได้บุญเท่านางสุชาดาด้วยซ้ำไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ผมมองว่าที่หนังสื่อออกมาเพราะอยากให้เป็นแรงดึงดูดเยาวชนมาดูมากกว่า ผมเองเวลาอ่านคาถาพาหุงผมยังชอบเลย เพราะดูแล้วรุ้สึกศรัทะาในพลังของพุทธองค์มาก ตัวนี้มันต้องอาศัยศรัทธาเป็นเบื้องต้นก่อนน่ะครับ การจะตีความเอาเหตุผลโต้งๆเลยว่า ทำไมจึงเชื่อและอินในพลังของพระพุทธเจ้าโดยไม่มีเหตุผลรองรับเป็นรูปธรรม มันเป็นไปได้ยาก ขึ้นชื่อว่าสาสนาก็ต้องมีศรัทธาเป็นตัวตั้ง แต่ที่ผมตอบไม่ได้เพราะปัญญาผมไม่ถึงพอจะอธิบายให้คุณเข้าใจด้วยน่ะครับ

ส่วนเรื่องการเหยียดผู้หญิง หรือคำพูดพระสารีบุตรเหยียดศาสนาอื่น ขอแก้ต่างแทนหน่อยว่า นี่ตรงกับในพุทธประวัติเป๊ะๆทีเดียว ถามว่าแล้วทำไมต้องดูถูกศาสนาอื่น ทำไมต้องพูดหลบหลู่ด้วย ผมก็...อยากจะบอกว่าในความจริงพระพุทธองคืพูดแรงกว่านี้หลายเท่าก็มี แต่มันเป็นความจริงหากลองมองด้วยปัญญา บางทีเราอาจจะพบว่าทำไมศาสนาพุทธจึงเหนือกว่าเทพของศาสนาพราหมณ์ เพราะเทพของศาสนาพราหมณ์ไม่ได้ืทำให้ชีวิตคนดีขึ้น แต่ศาสนาพุทธที่สอนให้เราเข้าใจกรรมและสัจธรรมของการพึ่งตนเอง มันทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงๆนะครับ แต่ต้องลองดูด้วยตัวเองเท่านั้น (ปัจจัตตัง)

อื่นๆนอกนั้น ผมเห็นด้วยกับคุณอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องกราฟฟิก คุณพูดได้โดนใจผมมากเลยครับ และเรื่องหน้าตาองคุลีมารเหมือนกัน เป็นเรื่องที่ทำให้ผมอยากตำหนิหนังเรื่องนี้มาก ว่าทำไมต้องสร้างองคุลีมารแบบนั้นด้วย ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าภายหลังท่านจะกลายเป็นพระอรหันต์ ถึงจะสื่อว่าโจรก็ควรจะโจรให้เหมือนมนุษยืหน่อยจิ

#38 By Evan Yzac -- The Crow on 2008-01-18 19:27

เพื่อนเรา ดังแล้ว..

#39 By spmz (58.9.180.117) on 2008-03-23 22:12