พระพุทธเจ้า : Dharma Fantasia

posted on 26 Dec 2007 22:52 by nanoguy in Article, Movies


อนึ่ง... บทความนี้ได้ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ที่ตรงนี้คุณเขียน"
ใน นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 717 (ปักษ์ส่งท้ายปี 2007)

ได้โปรดสัญญากับเจ้าของบล๊อกก่อนว่า จะซื้อ (55555)

(น่านะ... 60 บาท เท่านั้น)

 

 

 

 


พระพุทธเจ้า

 
พระพุทธเจ้า : Dharma Fantasia


 

หลังจากที่ปีที่แล้วภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องก้านกล้วยเกิดพลิกโผคว้าตำแหน่งหนังที่ทำเงินสูงสุดไป ปีนี้เราก็เห็นอนิเมชั่นอีกเรื่องที่น่าจับตาตั้งแต่เริ่มสร้างอย่างพระพุทธเจ้า ด้วยเนื้อหาที่น่าจะต้องใจคนไทยได้ไม่ยาก (ในทำนองเดียวกับหนัง "รักชาติ" อย่างสุริโยไท นเรศวรซีรี่ส์ และก้านกล้วย) เพราะเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือ แต่กระแสที่ออกมาน้อยกว่าที่คาด (รายได้ 5 วันแรกราว 7 ล้านบาท แต่ก็ยังชนะ ผีจ้างหนัง) น่าจะเป็นเพราะความที่ผู้อำนวยการสร้างและบริษัทไม่ใช่สตูดิโอใหญ่ นอกจากงบประมาณที่ทุ่มกับการผลิตราว 120 ล้านบาทแล้ว จึงแทบไม่เหลืองบประมาณสำหรับการโปรโมตประชาสัมพันธ์ และที่สำคัญไม่มี power มากเท่ากับสตูดิโอใหญ่ในแง่การแย่งโรงฉายกับหนังเรื่องอื่นโดยเฉพาะ เข็มทิศทองคำ

ก่อนที่ผมจะเข้าไปดูอนิเมชั่นไทยเรื่องที่สามที่ได้ฉายโรงเรื่องนี้ ผมทำใจเผื่อไว้ก่อนแล้วในเรื่องของคุณภาพงานโดยรวมและเนื้อหาบางส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับอิทธิปาฏิหาริย์ปราบมาร จากที่เห็นในตัวอย่างหนังที่ปล่อยทางอินเตอร์เน็ต (พร้อมกับดนตรีประกอบที่ใช้กันจนเกร่อในหนังแอ็คชั่นดาษๆทั่วไป) รวมถึงภาพต่างๆที่ออกมาก่อนหนังฉาย

น่ายินดีที่เสียงพากย์ไม่ใช่ปัญหาสำหรับอนิเมชั่นเรื่องนี้ เพราะการเล่าเรื่องแบบเรียบง่ายเหมือนเปิดหนังสือเรียน บทพูดที่ไม่เน้นการแสดงอารมณ์ใดๆมากนัก ทำให้ถึงแม้ผู้พากย์จะไม่มีประสบการณ์มาก่อน หรือไม่มีเทคนิคชั้นเชิงในการพากย์เสียง ขอเพียงพูดให้ตรงกับปากก็ถือว่าทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

อนิเมชั่นไทยในยุคหลังนี้ผมรู้สึกว่ามีปัญหาร่วมกันหนึ่งอย่าง คือความไม่กลมกลืนกันของฉากหลังและตัวละคร ซึ่งปัญหานี้เป็นอยู่เกือบทุกเรื่องทั้งการ์ตูนที่ทำฉายทางโทรทัศน์ หรือแม้แต่ก้านกล้วยก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน เพราะการออกแบบฉากนั้นเน้นความใกล้เคียงกับธรรมชาติและความเป็นจริงสูง แต่การออกแบบตัวละครกลับเน้นให้เกิดความเป็น "การ์ตูน" จนดูแปลกแยกออกจากฉากหลัง เหมือนกับเอาตัวละครมาแปะทับลงบนภาพวิวธรรมชาติ และแน่นอนว่าในพระพุทธเจ้าก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน แต่โดยรวมถือว่าพระพุทธเจ้ามีปัญหาหนักกว่าก้านกล้วย เพราะตัวละครในเรื่องหลังนั้นยังสร้างความแตกต่างในสายตาคนดูได้ เช่น พระนเรศวร ที่ดูมีสง่าราศีกว่าตัวละครอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องแรกนั้นตัวละครเกือบทุกตัวดูแบนราบเกือบจะเท่ากันหมด ไม่เว้นแม้แต่ตัวละครพระพุทธเจ้า (ถึงตัวละครอื่นๆหลายตัว เช่น องคุลิมาล จะพยายามออกแบบให้แตกต่างและดู "ไม่เป็นคน" อย่างสุดขั้วแล้วก็ตาม)

ส่วนในแง่ที่ตัวละครหน้าเหมือนมู่หลานจนเกินไปนั้นผมไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะเราทราบโดยทั่วกันอยู่แล้วว่าทีมวาดนั้นเคยวาดเรื่องมู่หลานของดิสนีย์มาก่อน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าก๊อปลายเส้นมาหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่หนังพยายามสร้างบรรยากาศความเป็นอินเดียอยู่ตลอดเรื่อง ทั้งทิวทัศน์เมืองที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบอินเดีย รวมไปถึงดนตรีประกอบแบบอินเดียที่ใส่เข้ามาเป็นระยะๆ (รวมไปถึงฉากนางสุชาดาทำข้าวมธุปายาส ที่ชวนให้นึกถึงฉากเต้นรำในหนังอินเดียที่เห็นกันจนคุ้นตา) แต่ตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่กลับหน้าตาคล้ายกับคนเชื้อสายจีนไปเสียได้ (ถ้าเกิดหนังไม่นำเสนอความเป็นอินเดียมากขนาดนี้ ผมคงเฉยๆ เพราะเราไม่มีหลักฐานใดๆยืนยันได้ว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์หรือไม่) ส่วนคอสตูมของพญามาร ก็น่าสงสัยว่าไปตัดร้านเดียวกับเสนาบดีจาฟาร์แห่งอัคราบาร์ใน Aladdin หรืออย่างไร

แต่ปัญหาทั้งหลายข้างต้นนั้น ยังไม่หนักหนาเท่ากับการเล่าเรื่องและเนื้อหาในภาพยนตร์

 

ผมพอเข้าใจว่าเนื