หนังที่ได้ดูระหว่างเดือนเมษายน 2008
posted on 16 May 2008 13:48 by nanoguy in Moviesหนังสั้น

อันดามัน (Thailand, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์, 2005, A/A-)
ตัดช่วงต้นให้สั้นลงได้ หนังจะกินใจมากขึ้นเยอะเลยครับ

ในหลวงของฉัน (Thailand, Dog Film, B+)
ก็ดี

ยาเสพติด (Thailand, Dog Film, B+/B)
ง่ายไปหน่อย
Enough (Thailand, ชวิศร์ แววสว่างวงศ์, 2005, A+)
เป็นหนัง Anti-Abortion ที่คมคายมาก (รึเปล่า... กลัวตีความผิด 55+) ชอบลายเส้นและความหลอนของหนังอย่างแรง

Dopamine (Thailand, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2008, A)
ชอบสไตล์ของหนังและการเดินเรื่อง แต่การ alienate คนดูด้วยฉากด๊อกเตอร์พูด รู้สึกจะมากเกินไปหน่อย (อนึ่ง นางเอกน่ารักและเล่นดีมาก)
เหงา (Thailand, ธีระ ประชุมของ, 2006, A)
คอนเซปต์น่าสนใจมาก แต่ฉากจบทำให้คะแนนตกฮวบ (แต่ก็ยังชอบมากกว่าฉากจบของเวอร์ชั่นรีเมคใน สี่แพร่ง)
Edith's Glass Palace (Germany, A/A-)
น่ารักดี คนที่เล่นเป็นยายก็เล่นดี (เรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนึงที่ไปเจอคุณป้าใกล้ตายผู้คิดถึงสามีที่จากไปอยู่ตลอดเวลา)
มอเตอร์ไซค์ (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2000, A+)
ประเด็นชัดเจนและหนักแน่นมาก เศร้า (บรรยากาศของหนังจะคล้ายกับ Wonderful Town หน่อยๆ)
รอ (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2002, A)
ตาคูณเล่นดีมาก สงสัยผมจะชอบหนังของอาทิตย์ที่ออกแนวชนบทๆ มากกว่าชนชั้นกลางแฮะ
Boy Genius (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2005, B+)
การใส่เรื่อง "ไข่" เข้ามาในตอนท้ายยังไม่เนียนเท่าไหร่นะ
Boy Genius 2: The Sigh (Thailand, อาทิตย์ อัสสรัตน์, 2006, A-)
ชอบอันนี้มากกว่าอันที่แล้ว คมคายกว่าเยอะเลย (แม้จะชอบน้อยกว่าตอนดูคราวที่แล้วปีก่อน)
หนังยาว
Beowulf (USA, Robert Zemeckis, 2007, B/B-)
เพิ่งจะได้ลองดูในโรง IMAX หากดูเฉพาะงานด้านภาพสามมิติก็ถือว่าไม่เสียของ แต่สำหรับในแง่เนื้อเรื่องและภาพที่ออกมาจากเทคนิคพิเศษนั้น ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เพราะการใช้เทคนิคนี้กับนักแสดงในเรื่องนี้ กลับให้ผลออกมาไม่เหมือน The Polar Express หรือ Monster House (ที่ Robert Zemeckis ผู้กำกับเรื่องนี้เป็นโปรดิวเซอร์ให้) เพราะสองเรื่องที่ว่านั้นเนียนกว่า แต่ใน Beowulf ภาพออกมาสวยก็จริง แต่ว่ากลับดูแข็งกระด้างเหลือเกิน
ส่วนตัวเนื้อเรื่องนั้นถือว่าธรรมดาและไม่มีอะไรใหม่ แถมยังดำเนินเรื่องแบบเดิม เพลนๆ อีกเสียด้วย ไม่มีช่วงไหนที่ raise อารมณ์คนดูได้อย่างเต็มที่แม้จะเป็นฉากต่อสู้ยิ่งใหญ่อลังการก็ตามที
นี่ขนาดดูกับ IMAX ยังรู้สึกแบบนี้เลยนะเนี่ย ถ้าดูกับจอธรรมดาจะรู้สึกน้อยยิ่งกว่านี้หรือเปล่าหนอ
Always: Sunset on Third Street 2
(Japan, YAMAZAKI Takashi, 2007, A-/B+)
ส่วนตัวแล้วหนังเริ่มเรื่องมาจนถึงค่อนเรื่อง ค่อนข้างชอบมากกว่าภาคแรกอยู่หน่อยๆ เพราะมีความเป็นการ์ตูนน้อยลง (หรือถึงมีความเป็นการ์ตูน ก็ยังชอบมากๆ เช่นฉากเปิดเรื่องด้วยก๊อตซิลล่าที่ได้ใจสุดๆ) และไม่จงใจบีบคั้นอารมณ์มากไป ก่อนที่จะหันกลับไปชอบภาคแรกมากกว่า เมื่อหนังดำเนินมาถึงช่วงสิบนาทีสุดท้าย ที่เร้าอารมณ์ กดปุ่มน้ำตาใส่คนดูแบบไม่ยั้ง เหมือนเพิ่งนึกได้ว่า "อุ๊ย ลืมให้คนดูซึ้ง"
และจริงๆภาคนี้ สามารถตัดเรื่องออกเป็นเรื่องของนักเขียนไส้แห้งคนเดียวยังได้ เพราะพาร์ตของคนอื่นดูรกๆ เป็นส่วนเกินไปสักหน่อย ไม่สามารถกระตุกต่อมน้ำตาหรือต่อมซึ้งของคนดูได้มากเทียมเท่า
สุดท้าย (อาจจะเรียกร้องเกินไปสักหน่อย) ถ้าหนังเหยาะความ "มองโลกในแง่ร้าย" ลงไปอีกนิด คงจะดูดีและลงตัวมากขึ้นพอสมควรทีเดียว เพราะตอนจบมีลู่ทางให้เดินไปทางนั้นเยอะมาก
นาค (Thailand, ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล, 2008, A-)
อนิเมชั่นไทยเรื่องที่สามในรอบสามปี เป็นเรื่องที่ออกแบบคาแรคเตอร์ได้ดู "โอเค" ที่สุด (คือไม่ฉีกออกจาก landscape มากนัก เหมือนก้านกล้วยกับพระพุทธเจ้า) แต่ก็น่าเสียดายที่ยังไม่มีเสน่ห์มากนัก
อีกอย่างที่ค่อนข้างชอบคือ หนังทำตัวเป็นพิกซาร์ ด้วยการล้อนั่นล้อนี่นิดๆหน่อยๆ ให้ได้เห็นและอมยิ้ม ทั้งการ "รวมพลผี" ที่มากันแทบหมดตำนานผีไทยทั้งแม่นาค ยายสาย ปู่โสม ป้าปอบ กระหัง เปรต ผีหัวขาดฯลฯ ส่วนเสียงพากย์นั้นคนที่ทำได้โดดเด่นและดีกว่าเพื่อนกลับเป็นคุณหม่ำ ที่พากย์เป็นผีหัวขาดตัวเขียว
โดยรวมหนังเหมาะสำหรับเด็กถึงวัยรุ่นตอนต้น เพราะดูสนุกไปได้เรื่อยๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่ก็ถือว่าหนัง "พอมีประเด็น" แฝงเร้นสัญลักษณ์ให้คิดต่ออยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะคิดไปไกลแค่ไหน แต่ก็น่าเสียดายเหมือนกันที่หนังช่วงท้ายๆออกมาไม่ smooth เท่าไหร่ ทำให้อารมณ์หนังโดดไปจากตอนต้นๆเรื่องอยู่เยอะ
ลองของ 2 (Thailand, พาสิทธิ์ บูรณะจันทร์, 2008, A+/A)
ใครที่ยังคลางแคลงใจว่า "ครูพนอ" ถือเป็นบทหลักของเรื่องหรือไม่จากลองของภาคแรก ถ้าดูภาคสองแล้วคงสิ้นสงสัย เพราะหนังเรื่องนี้แทบจะกลายเป็นหนังของครูพนอไปเลยก็ว่าได้ การแสดงของมะหมี่-นภคปภาก็ไม่ทำให้คนดูผิดหวัง เธอแทบจะจอง 1 ใน 5 ที่นั่งสุดท้ายของนักแสดงนำหญิงตอนปลายปีไปแล้ว (อีกคนที่น่าจะจองที่ไว้เช่นกันคือวาสนา ชลากร จาก The 8th Day) ส่วนนักแสดงคนอื่นๆทั้งต๊อก-ศุภกรณ์, นะโม ทองกำเหนิด, แคล-สุภาลักษณ์ ถือว่าอยู่ในระดับเสมอตัวไม่ย่ำแย่ (อีกคนที่เล่นได้น่าประทับใจจนน่าเสียดายว่าบทน้อยเหลือเกินคือ ปวีณา ชารีฟสกุล)
เหตุการณ์ในหนังมี timelap กับภาคแรกอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าจะจับโยงหนังเข้าด้วยกัน ซึ่งหนังก็มีความสนุกสนานน่าลุ้นระทึก พร้อมกับจุดขายอย่างความโหดเลือดสาดอี๋แหวะที่ยังตามมาอย่างครบครัน (รอบที่ผมดู 70% ของคนดู ปิดตา 555+) รวมถึงประเด็นเรื่องของการเอาตัวเข้ามายุ่งกับเรื่องคุณไสย ที่กลายเป็นกรรมติดตัวไปจนตาย ไม่ว่าจะด้วยด้านใดก็ตาม
น่าเสียดาย ที่ช่วงท้ายของเรื่องหนังพยายามยัดเยียด สั่งสอน มากเกินไปหน่อย จนทำให้ประเด็นที่แข็งแรงในตอนกลางเรื่องทั้งหมดถูกลดทอนพลังลงไป
Vantage Point (USA, Pete Travis, 2008, B+/B)
ตัวอย่างหนังลากคนเข้าไปดูได้มากพอสมควรแน่ๆ เพราะการเล่าเรื่องแบบ 8 มุมมองที่แลดูฉวัดเฉวียนและแปลกใหม่ แถมยังออกมาเป็นหนังแอ็คชั่นที่มีฉากประธานาธิบดีสหรัฐฯถูกลอบยิง!!
ช่วงแรกของหนัง ตอนที่ยังเล่าเรื่องเป็นมุมมอง (ซึ่งหนังก็เห็นใจคนดูมากๆ ด้วยการทำภาพย้อนเวลาทุกครั้งที่จบช่วงของตัวละครนั้นๆ และขึ้นเวลาเป็นนาฬิกาดิจิตอลว่า "นี่ฉันย้อนเวลาให้คุณดูแล้วนะ") หนังยังดูดี คุมโทนลุ้นระทึก และค่อยๆปล่อยความลับต่างๆออกมาได้อย่างมีจังหวะชั้นเชิง แต่พอหนังเข้าถึง 20 นาทีสุดท้าย กลายเป็นว่าหนังเริ่มหาทางไปไม่เจอ แล้วก็ messed up ในที่สุด ด้วยจุดจบที่......(ไร้คำบรรยาย) และการยัดเยียดประโยคคติสอนใจเข้ามาใส่ปากตัวละครแบบไร้จุดหมาย
In the Mood for Love
(Hong Kong+France, WONG Kar-wai, 2000, A+++++++)
นี่คือหนังที่มหัศจรรย์มาก ดูจบแล้วไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยจริงๆ (แน่นอนว่าดีกว่า My Blueberry Nights เยอะ)
มันคือความนิ่งงัน แต่ว่ารวดร้าวลึกลงไปในใจ ด้วยการแสดงชั้นอ๋องของเหลียงเฉาเหว่ยและจางม่านอี้ ที่ค่อยๆเปิดเผยความรู้สึกในใจของแต่ละฝ่ายออกมาผ่านแววตาทีละน้อยๆ ในแต่ละฉากที่พวกเขาต้องเจอหน้ากัน และเมื่อพวกเขารู้ความจริงเกี่ยวกับคู่ครองของตัวเอง
ฉาก rehearsal ทั้งสองฉากนั้นโหดร้ายต่อความรู้สึกตัวละครเหลือเกิน
ดรีมทีม (Thailand, กิตติกร เลียวศิริกุล, 2008, A-)
ไม่ถึงกับปลาบปลื้มแบบสุดๆ
หนังออกมาเป็น "เมล์นรกหมวยยกล้อ" ในเวอร์ชั่นที่สดใสกว่า และวิพากษ์สังคมน้อยกว่าแต่ก็มีให้เราเห็นอยู่เป็นระยะ คราวนี้เป้าหมายไปอยู่ที่ผู้ใหญ่ทั้งหลาย โดยแบ่งตัวละครออกเป็นสองช่วงวัยคือ "เด็กอนุบาล" และ "ผู้ใหญ่วัยกลางคน" โดยมีตัวละคร คุณครูหนูเล็ก (โฟร์-ศกลรัตน์) เป็นตัวเชื่อมเพราะเธอเป็นตัวละครเดียวในเรื่องก็ว่าได้ที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งหนังจัดการคาแรคเตอร์ออกมาได้ดีมาก ตรงนี้ต้องให้ความดีความชอบกับบทภาพยนตร์และการกำกับ
เรื่องของการแสดง เรื่องนี้กลับเฉยๆกว่าเมล์นรกฯ แต่ว่า "น้องหัวแก้ว" บทส่งมากๆ ในขณะที่ดาราเด็กคนอื่นๆก็เข้าขากันได้ค่อนข้างดี ในบางช่วงบางจังหวะพวกเขาขโมยซีนนักแสดงผู้ใหญ่ได้อย่างซึ่งหน้า (ซึ่งเหยื่อรายใหญ่ที่สุดก็คือ โฟร์ นั่นเอง เธอยังดูโอเวอร์แอ็คติ้งในหลายจังหวะ สำหรับหนังเรื่องแรก) โดยนักแสดงผู้ใหญ่หลายคนทำได้แค่เสมอตัว อาจเพราะบทไปเน้นที่เด็กมากกว่าตามที่ผู้กำกับต้องการ
ส่วนที่ไม่ชอบเท่าไหร่ คือช่วงที่หนังต้องถ่ายทำเป็นการสัมภาษณ์เพื่อ flashback ตัวละครของซูโม่กิ๊ก เหมือนกับทำเพื่อให้ยัดเยียดคำสั่งสอนและแง่คิดแบบตรงไปตรงมาเกินไปซักหน่อย ในขณะที่ "ผลการแข่งขัน" นั้นสร้างความก้ำกึ่งในใจผมมาก เพราะมันคือหายนะในด้าน logic ของบทภาพยนตร์ แต่คือความสำเร็จอย่างสูงส่งของประเด็นที่หนักแน่นและส่งผลต่อความรู้สึกต่อทุกตัวละครที่เราได้ดูไป
ปล. ถ้ามีแม่แบบแม่ของ โค้ชเบิร์ด ผมคงไม่แคล้วได้ขึ้นหน้าหนึ่งข้อหา "มาตุฆาต" 5555
Doomsday (UK+USA+South Africa, Neil Marshall, 2008, A+)
28 Days Later + Gladiator + Lord of the Rings + The Italian Job = Doomsday
เป็นหนังที่ไม่ต้องสนใจเหตุผลความเป็นไปได้หรืออะไรทั้งสิ้น ดูความ "กวนตีน" และความ "ฉิบหาย" ก็นับว่าคุ้มค่าและสำราญสุดๆ เพราะนี่ราวกับเป็นหนังโชว์ออฟ โชว์เทคนิค ของ Neil Marshall

Shanghai Dreams (China, WANG Xiao-shuai, 2005, A+/A)
http://nanoguy.exteen.com/20080428/shanghai-dreams
Street Kings (USA, David Ayer, 2008, D+)
น่าเบื่อ ซ้ำซาก ยืดเยื้อ เลี่ยน ทำไมหนังที่ทำจากเรื่องของ James Ellroy หลังๆออกมาแย่กันนะ คราว The Black Dahlia ก็ทีนึงแล้ว
แล้วทำไม Forest Whitaker ถึงต้องมารับบทที่ไม่ได้แสดงความสามารถสมกับความเป็นดาราออสการ์ติดๆกันหลายเรื่องแบบนี้ด้วย ไม่เข้าใจ พี่จะเป็น Hilary Swank เหรอครับ
แสงศตวรรษ Thailand's Edition
(Thailand, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, 2008, B+)
ขยะจากการเซ็นเซอร์ ที่ทำให้การดูหนังไม่ได้โฟกัสอยู่ที่หนังอีกต่อไป คนชอบก็ชอบเพราะด่ากองเซ็นเซอร์ได้ใจ คนไม่ชอบก็เพราะกองเซ็นเซอร์ทำให้หนังเสียอารมณ์ (ซึ่งก็คือการด่ากองเซ็นเซอร์เหมือนกันนั่นแหละ)
ผมอยู่ในกลุ่มหลัง
Happy Together (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1997, A)
ความสัมพันธ์แบบรักๆเลิกๆ รักกันแต่ไม่ใส่ใจกัน สุดท้ายทุกอย่างก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม นี่ก็คือเรื่องของคนปากแข็งอีกเรื่อง จาก หว่องกาไว ที่มาก่อนมาสเตอร์พีซอย่าง In the Mood for Love พร้อมกับงานภาพวิจิตรของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ และดนตรีประกอบที่ดูไม่คล้องกับหนังแต่เข้ากับหนังได้อย่างน่าประหลาด
เสียดายที่หนังยังพาเราไปไม่สุด แต่อย่างไรก็ดีชอบตอนจบของเรื่องมากๆ Real สุดๆ (น้ำตก อิกวาซู ก็สวยมากๆ เช่นกัน)
โอเคเบตง (Thailand, นนทรีย์ นิมิบุตร, 2003, A-/B+)
หนังเรื่องล่าสุดของอุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร (ก่อน ปืนใหญ่จอมสลัด) ว่าด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ เมื่อเกิดเหตุระเบิดรถไฟขึ้นทำให้พี่สาวของ "ธรรม" พระหนุ่มวัยสามสิบที่บวชมาทั้งชีวิตตายลง หลังจากพระธรรมเดินทางมาร่วมงานศพ เขาจึงตัดสินใจสึกออกมาเพื่อดูแลหลานสาวที่ขาดทั้งแม่และพ่อ พร้อมกับได้เรียนรู้การใช้ชีวิตทางโลกจากผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบกาย
หนังมีประเด็นที่ไม่เล็ก ไม่เบา แต่นำเสนอออกมาแบบสบายๆตลกขบขันบ้างในช่วงแรก อาจทำให้หนังดูแปร่งปร่าไปบ้าง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของเรื่องที่เริ่มหนักข้อซีเรียสขึ้นเรื่อยๆ หนังก็ทำได้ดีและมีพลัง ส่วนตัวผมชอบการสรุปใจความประเด็นที่หนังต้องการสื่อ (อาจจะเพราะเข้าทาง และมันไม่ cliche) แต่หนังรวบยอดสรุปความเป็นไปของตัวละครอื่นๆได้ไม่ดีนัก คงเป็นเพราะว่าโดนตัดเพื่อความกระชับและเงื่อนไขด้านเวลา
การแสดงของ ว่าน-ภูวฤทธิ์ พุ่มพวง ถือว่าอยู่ในขั้นดีและน่าจับตามองในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ในขณะที่ยุ้ย-จีรนันท์ ดูจะยังติดการแสดงแบบละครทีวีมาใช้ในหนังอยู่บ้าง ภาพของหนังหลายๆช่วงดูโดดไปหน่อย ไม่กลมกลืนและลงตัวเท่าที่ควรจะเป็นเท่าไรนัก
Chungking Express (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1994, A+)
หนังแยกออกเป็นสองพาร์ตอย่างชัดเจน (จริงๆจะแยกเป็นสามพาร์ต แต่พาร์ตที่สามกลายเป็นหนังเรื่อง Fallen Angels ที่นำแสดงโดย หลี่หมิง) โดยเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์แบบแปลกๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะเลี่ยนๆ ถ้าไม่ได้ผู้กำกับที่ชื่อหว่องกาไว ทำบรรยากาศของหนังให้ออกมาดูดีขนาดนี้
พูดกันตามตรงแล้ว แม้ว่าแม่สาวผมทอง (ที่รับบทโดย หลินชิงเสีย) ในพาร์ตแรกจะดูเด่นมากๆในหน้าหนัง แต่คนที่เป็นเจ้าของหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริงกลับเป็นแม่สาวผมสั้นอย่าง เฟย์ หว่อง ที่แสดงบทนี้ได้อย่างน่ารักน่าชังและมีเคมีเข้ากับ เหลียงเฉาเหว่ย ได้อย่างเหลือเชื่อ (อาจจะเพราะพาร์ตหลังนี้ยาวกว่าพาร์ตสาวผมทองด้วยล่ะมั้ง) ทั้งที่เนื้อเรื่องนั้นแสนจะธรรมดาและกระเดียดไปทางน้ำเน่า แต่นี่แหละคือความสามารถของหว่องกาไว ที่เล่าเรื่องในแบบเน่าๆ เอียนๆ ให้ออกมาดูดีได้ (แต่ไม่นับ My Blueberry Nights นะ 5555)
Suspiria (Italy, Dario Argento, 1977, A+)
หนังสยองขวัญเหนือกาลเวลาจริงๆสำหรับเรื่องนี้ แม้ว่าบทภาพยนตร์จะเข้าขั้นอ่อนปวกเปียกไม่สมประดี(เหมือนหนังสยองขวัญทั่วไป) แต่สำหรับดาริโอ อาร์เจนโต้ ดนตรีประกอบ, งานสร้างโปรดักชั่นและการออกแบบฉากตระการตาทั้งหลาย(โดยเฉพาะฉากสยองขวัญฆาตกรรม ที่ทำได้คลาสสิกมากๆ) กลับผสานกันได้อย่างลงตัว จนแทบจะกลบการละเลยความสมจริงด้านบทภาพยนตร์ไปได้อย่างสนิทใจ
เหนือสิ่งอื่นใด Jessica Harper น่ารักมากๆ (ฮา...) - เธอเล่น Minority Report ด้วยนะ สงสัยต้องไปหามาดูอีกรอบซะแล้ว อิอิ
คน ผี ปีศาจ (Thailand, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2004, A+)
ผลงานหนังยาวฉายโรงเรื่องแรกของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล (โดยไม่นับเรื่อง "ลี้" ที่เขาทำสมัยยังเป็นนิสิตจุฬา) ในโครงการยักษ์เล็ก (ซึ่งออกเรื่องนี้มาเรื่องเดียวแล้วก็หายไปเลยจนปัจจุบัน) เล่าเรื่องของเด็กสาวชื่ออุ้ยที่เสียพ่อแม่ไป ต้องมาอาศัยอยู่กับป้าบัวที่โรงพิมพ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนที่เธอจะพบกับเรื่องราวลึกลับของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้ และความไม่ชอบมาพากลต่างๆนานา ที่เธอต้องเผชิญกับมัน
หน้าหนังดูเป็นหนังผี ใช่..นี่เป็นหนังผี หากแต่สิ่งที่ควรจดจำคือหนังเรื่องนี้ได้บันทึกและวิพากษ์นโยบาย "ฆ่าตัดตอน" ในสมัยทักษิณได้อย่างเฉียบขาดและแนบเนียนไปกับเรื่อง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือในเชิงสัญลักษณ์ ในขณะที่พล็อตส่วนของผีสางนั้นหนังก็ทำได้ดีทั้งบทภาพยนตร์และจังหวะการเล่าเรื่อง (ซึ่งไม่มีดนตรีประกอบที่รกหูเกินความจำเป็นเลย นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมมากๆ) เล่นกับเรื่องของผีและอาการประสาทหลอนได้อย่างสนุกมือ
การแสดง น่าเสียดายที่ส่วนนี้ยังไม่เต็มที่มากนัก อมรา อัศวนนท์ในบทป้าบัวนั้นเล่นได้ดีมากไม่ต้องเป็นห่วง น้องอเล็กซ์ เรนเดลล์ (ที่ยังเด็กอยู่) ก็ถือว่าให้การแสดงที่ใช้ได้ แต่ว่า แอ-ภุมวารี ยอดกมล นั้นแสดงได้ไม่สม่ำเสมอเท่าไหร่ และตัวละครของเธอเป็นตัวหลักของเรื่องทำให้อารมณ์ของหนังดร็อปลงไปบ้าง
อย่างไรก็ดี นี่เป็นหนังของคุณมะเดี่ยวที่ผมชอบที่สุดรองจาก รักแห่งสยาม ครับ
(ปล. ถ้าอยากหาดูก็เช่าได้ตามสะดวก หรือจะอุดหนุนดีวีดีลิขสิทธิ์ก็ได้ ถ้าตาดีหาเจอ DVD-9 คุณจะได้ดีวีดีที่เพียบพร้อมด้วย special features ในราคาไม่ถึง 80 บาท!!!)
Dial M for Murder (USA, Alfred Hitchcock, 1954, A+)
ผมได้ดูหนังของ Hitchcock เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชีวิต (และคาดว่าเดี๋ยวจะตามด้วย Psycho ในเร็วๆนี้) ซึ่งน่าทึ่งมากว่าหนังยังดูสดใหม่และน่าติดตามตลอดเวลาของหนัง แม้อายุหนังจะผ่านมาถึง 54 ปีแล้ว และที่น่าทึ่งกว่าคือนี่เป็นหนังแนวสืบสวนวางแผนฆาตกรรม ที่ปกติแล้วไม่น่าจะคงความสดใหม่ได้นานข้ามทศวรรษเลย
Grace Kelly ให้การแสดงที่ค่อนข้างดี และสวยสง่ามากๆ (ทำให้ตอนที่เธอตกอยู่ในภาวะกดดัน ผมสงสารเธอสุดๆ 555+) เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ แต่สิ่งที่ต้องชมว่าเหนือกาลเวลามากๆ คือเนื้อเรื่องที่มาจากละครเวที และบทภาพยนตร์ที่เฉียบขาดและชาญฉลาดอย่างแรง

Superhero Movie (USA, Craig Mazin, 2008, B)
http://nanoguy.exteen.com/20080512/superhero-movie
Happiness (South Korea, HUR Jin-ho, 2007, A-)
ด้วยความที่ไม่เคยดูหนังของ เฮอจินโฮ มาก่อน ก็เลยไม่ได้ผิดหวังอะไรกับเรื่องนี้มาก แต่ความชอบก็ไม่ได้พุ่งสูงสุดขีดเช่นกัน เพราะหลายช่วงยังรู้สึกว่าหนังยังดูเป็นหนังเกาหลีปกติ(ที่ค่อนไปทางน้ำเน่า)อยู่ โดยเฉพาะตอนท้ายและบทสรุปของเรื่อง
ส่วนตัวชอบตอนที่พระเอกนางเอกรักกันแรกๆ และตอนที่พระเอกสติแตกตอนกลางๆเรื่องมากกว่า แต่ก็ชอบการที่หนังเปรียบเทียบชีวิตคนเมืองที่กินเหล้าเพื่อหาความสุขเฉพาะหน้า กับนางเอกที่ใช้ชีวิตกับพระเอกโดยมีจุดประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อหาความสุขเฉพาะหน้าเช่นกัน มันดูขัดแย้งและเสียดสีดี ระหว่างชีวิตชาวเมืองที่ไม่ได้ป่วยไข้อะไร กับนางเอกที่จะตายวันตายพรุ่ง
ที่สำคัญ อิมซูจอง ทำให้หนังดูดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว (พระเอกอย่าง ฮวางจองมิน เกือบจะถูกเธอกลบในแทบทุกๆฉากที่เขาทั้งสองคนเจอกัน)
As Tears Go By (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1988, D+)
ผมอาจจะใจร้ายกับหนังเรื่องแรกในชีวิตของหว่องกาไวไปซักหน่อย แต่ด้วยความสัตย์จริง ผมดูเรื่องนี้โดยไม่ได้หวังจะดูงานระดับหนังยุคหลังๆของเขาแม้แต่น้อย เพราะนี่เป็นหนังแกงสเตอร์ฮ่องกงที่ดาษๆมากๆ สำหรับผม
แต่เราจะได้ดูทั้ง หลิวเต๋อหัว + จางม่านอี้ + จางเซียะโหย่ว ซึ่งจางม่านอี้เรื่องนี้ไม่สวยเลยจริงๆนะ ฮ่าๆๆ
Days of Being Wild (Hong Kong, WONG Kar-wai, 1991, A+)
ในที่สุดก็ได้ดูพ่อนกไร้ขา กระทาชายนายหยกไจ๋กับเขาเสียที
ช่วงแรกของหนังยังไม่อะไรมาก จนหนังเริ่มเข้าสู่ช่วงที่จางม่านอี้ไปคุยกับหลิวเต๋อหัว หนังก็เริ่มถ่ายพลังใส่เรามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนถึงตอนที่ตัวละครเริ่มแผลงฤทธิ์สติแตกกันไปทีละตัวทีละตัว กับเหล่าผู้คนที่ไม่แน่ใจในความสัมพันธ์และความต้องการของตัวเอง (จริงๆหนังมันก็งงๆ แอบตามไม่ทันอยู่บ้างแหละ)
เรื่องนี้ หลิวเจียหลิง ระเบิดฟอร์มมากๆ
Psycho (USA, Alfred Hitchcock, 1960, A+)
หนังคลาสสิกของ Alfred Hitchcock ที่ขึ้นหิ้งไปแล้วเรียบร้อย หนังสร้างอารมณ์ระทึกได้อย่างเป็นแบบฉบับและมีความเป็นต้นฉบับสูงมาก (โดยเฉพาะดนตรีประกอบในฉากฆ่าที่อ่างอาบน้ำ ที่ยังคงถูกนำมาใช้ในรายการทีวี ละคร หรืออะไรต่ออะไรอยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับดนตรีประกอบของ Ennio Morricone ในหนังคาวบอยสปาเกตตี้ของ Sergio Leone) กับเนื้อหาที่ค่อยๆเผยแง่มุมออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและมีชั้นเชิง (ถึงแม้ว่าจนถึงปัจจุบันนี้ แทบทุกคนบนโลกจะรู้ทุกซอกมุมของหนังเรื่องนี้อยู่แล้วก็ตามที เพราะจริงๆมันบอกเราตั้งแต่ชื่อเรื่อง!!)
ช่วงต้นเรื่องแม้จะง่วงนอนไปสักหน่อย แต่คนที่ขโมยหนังทั้งเรื่องไปเป็นของเขาและทำให้คนดูตื่นอยู่ตลอดเวลาคือ Anthony Perkins ในบทแห่งตำนานอย่างนอร์แมน เบตส์ ที่ให้การแสดงระดับเทพกับบทที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ดี แม้จะไม่มีฉากที่เขาต้องแสดงอาการออกมา แต่เพียงแค่ยืนเฉยๆคนดูก็รู้สึกได้แล้ว (และทำให้ John Gavin ในบทชู้รักของแมเรียน เครน แทบตกขอบจอไปเลย)
เสียดาย ตอนท้ายเหมือนเป็น "ฉากบังคับ" ที่ต้องมีตัวละครมานั่งแจกแจงรายละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้พลังของหนังลดลงไปอย่างน่าเสียดาย (แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะยุคสมัย)
edit @ 16 May 2008 15:50:02 by nanoguy